xs
xsm
sm
md
lg

หุ้นไทยร่วง 32 จุด ผวาสหรัฐฯ คุมเข้ม AI ฉุด DELTA-HANA-KCE โบรกฯ แนะชะลอลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:





ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,365.70 จุด ลดลง 32.29 จุด หรือ 2.16% มูลค่าการซื้อขาย 79,435.65 ล้านบาท ตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หลังนักลงทุนกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) กระทบแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมชิป





แรงขายกดดันหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก โดย HANA ปิดที่ 37.25 บาท ลดลง 9.70% KCE ปิดที่ 62 บาท ลดลง 6.42% JMART ปิดที่ 10.10 บาท ลดลง 5.61% WHAUP ลดลง 4.86% และ DELTA ปิดที่ 178 บาท ลดลง 4.81%

บรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดันจากความกังวลต่อนโยบายสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งอาจนำไปสู่การกำกับดูแลธุรกิจ AI และ Data Center ที่เข้มงวดขึ้น นักลงทุนจึงประเมินว่าอุปสงค์เทคโนโลยีและความต้องการชิปอาจชะลอตัว ขณะที่ข่าวไมครอน (Micron) อาจระงับการก่อสร้างโรงงานผลิตชิปในไต้หวันชั่วคราว ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี หลังนักลงทุนกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเพิ่มการควบคุมธุรกิจ AI และ Data Center ส่งผลให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีถูกเทขายอย่างหนัก

สำหรับ DELTA, HANA และ KCE ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก ยังคงเป็นกลุ่มกดดันตลาด อย่างไรก็ตาม นายวทัญมองว่าตลาดอาจตอบสนองต่อข่าวเชิงลบมากเกินไป จึงแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนและรอดูสถานการณ์ แม้ราคาหุ้นหลายตัวปรับลดลงมามากแล้ว

บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย   ระบุว่า แรงขายหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกยังเป็นปัจจัยกดดันหุ้นเติบโต จึงแนะนำเพิ่มความระมัดระวัง และพิจารณาหุ้น Value ที่ราคาปรับลงมาอยู่ในระดับน่าสนใจ แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยยก PR9 และ MINT เป็นหุ้นเด่น

อย่างไรก็ตาม มุมมองระยะกลางต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่เปลี่ยนเป็นลบ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า ผลประกอบการกลุ่มมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ถึงปี 2570 จากคำสั่งซื้อที่รองรับและการเริ่มผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเลือก HANA เป็นหุ้นเด่น พร้อมคงมุมมองเชิงบวกต่อ KCE และ DELTA

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า แรงกดดันราคาหุ้นรอบนี้อาจมาจากความกังวลและบรรยากาศการลงทุน มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานในระยะสั้น

ด้านหุ้นโรงพยาบาล แม้ BH และ BCH ปรับตัวลงตามตลาด แต่บริษัทหลักทรัพย์ พาย มองว่าหุ้น Defensive ยังช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ โดยมี BDMS, BH และ BCH เป็นหุ้นที่น่าจับตา ขณะที่ AMATA และ WHA ยังได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการลงทุนในธุรกิจ Big Tech, AI และ Data Center

ระยะต่อไป ตลาดต้องติดตามว่าแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกจะเป็นเพียงการปรับฐานระยะสั้น หรือเป็นการปรับมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ซึ่งจะกำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยและกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์