ธปท.คาดเงินเฟ้อไทยทรงตัวใกล้ 4% ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกปี 2570 จากแรงกดดันราคาพลังงานและอาหารสด ก่อนทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปีหน้า หนุน กนง.คงดอกเบี้ยประคองเศรษฐกิจ พร้อมจับตาท่าทีทรัมป์เสี่ยงยกระดับสงครามอิหร่าน แม้ราคาน้ำมัน Brent ร่วงกว่า 8% แต่ราคาน้ำมันไทยอาจไม่ลดตามทันที เหตุต้องชดเชยฐานะกองทุนน้ำมันที่ติดลบ
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนตุลาคมออกมาใกล้เคียงกับที่ ธปท. ประเมินไว้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยในการประชุมดังกล่าว กนง. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเร่งตัวขึ้นในเดือนตุลาคม และจะทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับร้อยละ 4 ต่อปี ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้และในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า จากผลของราคาน้ำมันและราคาอาหารสดซึ่งเป็นปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ แต่จะปรับลดลงอย่างมีนัยในไตรมาสที่เหลือของปีหน้า กนง. จึงมีมติให้คงดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาวะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องมีจำกัด
อย่างไรก็ดี กนง. จะติดตามความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าที่ประเมินไว้จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ข้อจำกัดของมาตรการพยุงราคาพลังงาน และการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการไปยังอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง เพื่อประกอบการตัดสินนโยบายในการประชุมครั้งต่อๆไป
สำหรับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้ง ตลาดมีความคาดหวังมากขึ้นว่า อาจมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ หาทางยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก (ราคา ณ วันที่ 4 พ.ย จาก 3 พ.ย: Brent ลดลงจาก 105.2 เป็น 96.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ หลังการเลือกตั้ง ซึ่งมีความไม่แน่นอนมากขึ้น และอาจมีการยกระดับการโจมตีได้
ทั้งนี้ ผลต่อเงินเฟ้อไทย ราคาน้ำมันในประเทศอาจจะไม่ได้ปรับลดลงเร็วเท่าน้ำมันโลก เนื่องจากต้องทยอยเก็บเงินเพื่อชดเชยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบ และผลต่อเงินเฟ้อโดยรวมยังขึ้นอยู่กับการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการมายังราคาสินค้าและบริการด้วย