xs
xsm
sm
md
lg

“พาณิชย์”เกาะติดแฮกตู้แช่ซูเปอร์มาเก็ตยุโรป ชี้คำสั่งซื้ออาหาร-ผลไม้อาจมาไทยเพิ่ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เกาะติดสถานการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบควบคุมตู้แช่เย็นและแช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วยุโรป สั่งทูตพาณิชย์ประเมินผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารและผลไม้ไทย ชี้หลังกู้คืนระบบและกลับมาดำเนินงานปกติ อาจจะส่งผลให้มีคำสั่งซื้อเพิ่ม เพื่อทดแทนสินค้าเดิม แนะผู้ส่งออกไทยเตรียมพร้อม และต้องเตรียมการเรื่องบริหารระบบบริหารจัดการห่วงโซ่ความเย็นให้มีความปลอดภัย

นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบควบคุมตู้แช่เย็นและแช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วยุโรปอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ในภูมิภาคยุโรป ติดตามผลกระทบต่อคำสั่งซื้อและการส่งออกสินค้าอาหารไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาตลาดส่งออกเดิม ควบคู่กับการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการค้า ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การค้าโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์ดังกล่าว เกิดจากกลุ่มแฮกเกอร์เจาะระบบควบคุมระยะไกล (IoT) ของตู้แช่สินค้า โดยสั่งเปลี่ยนโหมดแช่แข็งเป็นโหมดละลายน้ำแข็ง พร้อมเร่งปรับอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ส่งผลให้อาหารสดและอาหารแช่แข็งได้รับความเสียหาย โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 5 พ.ย.2569 พบการโจมตีขยายวงจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้รับผลกระทบประมาณ 700 แห่ง ไปยังอีกอย่างน้อย 11 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร สวีเดน อิตาลี โปรตุเกส ไอร์แลนด์ ฟินแลนด์ เอสโตเนีย โรมาเนีย และลักเซมเบิร์ก

นายวราวุฒิกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะแตกต่างจากการโจมตีทางไซเบอร์ประเภทเรียกค่าไถ่ (Ransomware) ทั่วไป เนื่องจากไม่มีการเรียกเงินเพื่อแลกกับการปลดล็อกระบบ โดยมีการประเมินว่าอาจเป็นการมุ่งสร้างความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินงานของซูเปอร์มาร์เก็ต การกระจายสินค้า และการรับมอบสินค้าจากประเทศคู่ค้า รวมถึงสินค้าอาหารจากประเทศไทย

ทั้งนี้ กรมได้ให้ทูตพาณิชย์ในยุโรปติดตามสถานการณ์และประสานผู้นำเข้าและผู้ประกอบการไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อคำสั่งซื้อและการส่งมอบสินค้า โดยสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งและไก่แปรรูปแช่แข็งเป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบสูง เนื่องจากต้องพึ่งพาระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ในการจัดเก็บและกระจายสินค้า หากระบบตู้แช่ปลายทางหยุดชะงัก อาจทำให้การสั่งซื้อสินค้าเพื่อเติมสต๊อก (Restock) ชะลอตัวลง ขณะที่อาหารแช่เย็น ผักและผลไม้สด ซึ่งมีอายุการเก็บรักษาจำกัด อาจมีความเสี่ยงต่อการชะลอรับมอบหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ หากพื้นที่จำหน่ายและระบบความเย็นยังไม่พร้อม แต่จนถึงขณะนี้ ในยุโรปยังไม่ได้รับรายงานการยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าไทยจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับอาหารสำเร็จรูปกระป๋องและผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องจัดเก็บในระบบทำความเย็น คาดว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด และอาจมีโอกาสเพิ่มช่องทางจำหน่ายในช่วงที่ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่จัดเก็บและจำหน่ายสินค้า

“ผู้ส่งออกไทยควรติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านกำลังการผลิต วัตถุดิบ และการขนส่งอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภายหลังซูเปอร์มาร์เก็ตสามารถกู้คืนระบบและกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ อาจเกิดความต้องการสั่งซื้อสินค้าอาหารแช่แข็งล็อตใหม่เพื่อทดแทนสินค้าที่เสียหายและเติมสต๊อกสินค้า”นายวราวุฒิกล่าว

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรเร่งยกระดับระบบบริหารจัดการห่วงโซ่ความเย็นให้มีความปลอดภัยและสามารถรับมือกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ (Cyber-Resilient Cold Chain) โดยใช้เทคโนโลยีตรวจสอบและติดตามอุณหภูมิสินค้า เช่น IoT Sensors และ Data Loggers ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมจัดเก็บข้อมูลอุณหภูมิตลอดเส้นทางขนส่งอย่างเป็นระบบ รวมถึงพิจารณาประกันภัยการขนส่งที่ครอบคลุมความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและคู่ค้าในตลาดยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกอันดับ 4 ของไทย รองจากสหรัฐฯ อาเซียน และจีน โดยในช่วง 9 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปมูลค่า 24,127 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.4% สินค้าอาหารสำคัญที่ไทยส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว ได้แก่ เนื้อไก่แปรรูป อาหารทะเลแปรรูป ผลไม้แช่แข็ง ผลไม้กระป๋องและผลไม้แปรรูป