xs
xsm
sm
md
lg

คลังจ่อบังคับค่าย EV ใช้ชิ้นส่วนไทย วางเกณฑ์ภาษี 10–35% ให้เวลา 3 ปีปรับตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



คลังเตรียมยกเครื่องภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ผูกอัตราภาษีกับการตั้งโรงงานและใช้ชิ้นส่วนไทย เล็งเก็บ 15–20% หากผลิตในประเทศแต่ใช้ชิ้นส่วนไม่ถึงเกณฑ์ ขณะที่รถนำเข้าทั้งคันเจอ 35% เริ่มปี 2570 พร้อมรื้อสูตร Local Content ตัดต้นทุนบัญชี ค่าน้ำ ค่าไฟ ออกจากการคำนวณ คาดใช้เกณฑ์ใหม่ภายใน 3 ปี เผยค่ายรถจ่อลงทุนเพิ่ม หลังตั้งโรงงานไปแล้ว 8 แห่ง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ครั้งใหม่ โดยนำสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content มาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดอัตราภาษี เพื่อผลักดันให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติเพิ่มการลงทุนและจัดหาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศไทย แทนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว

แนวทางดังกล่าวจะกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันตามเงื่อนไขการลงทุน โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่ตั้งโรงงานผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนไทยตามสัดส่วนที่กำหนด จะได้รับอัตราภาษี 10% ส่วนผู้ประกอบการที่มีโรงงานในไทยแต่ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไม่ถึงเกณฑ์ อาจต้องเสียภาษีเพิ่มเป็น 15–20% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าสำเร็จรูปทั้งคันจะถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตรา 35%

สำหรับอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า 35% นั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดยปรับจากอัตราเดิมของรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ที่ 10% และรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (REEV) ที่ 15% มาเป็น 35% เท่ากัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ผ่านมา ช่วยขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและดึงดูดผู้ผลิตเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทยแล้ว 8 แห่ง แต่ภาษีนำเข้าที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ผู้ประกอบการบางรายยังเลือกนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศมากกว่าลงทุนผลิตเอง

การปรับภาษีนำเข้าเป็น 35% จึงมีเป้าหมายเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาตั้งฐานการผลิตในไทย โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการแสดงความจำนงลงทุนเพิ่มเติมแล้ว 1 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นโรงงานแห่งที่ 9 และมีโอกาสที่จะเกิดโรงงานแห่งที่ 10 ตามมา

นอกจากการดึงดูดโรงงานประกอบรถยนต์แล้ว กระทรวงการคลังยังเตรียมปรับหลักเกณฑ์คำนวณ Local Content ใหม่ เพื่อให้สะท้อนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี หรือราวปี 2573 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัว

ขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อพิจารณานำหลักเกณฑ์ Made in Thailand (MIT) มาใช้เป็นแนวทางกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เบื้องต้นในเร็ว ๆ นี้ ส่วนสัดส่วนขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ขณะเดียวกัน กรมสรรพสามิตยังเตรียมทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงควบคุมการผลิตไว้กับบริษัทแม่ในต่างประเทศ

นางสาวรัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า การดึงดูดการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีหลักของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ภาครัฐจึงต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขภาษีเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการลงทุนผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูงประเภทอื่นในประเทศมากขึ้น

แนวทางที่กำลังศึกษาอาจเพิ่มระดับอัตราภาษีอีกประมาณ 2 ขั้น จากโครงสร้างสิทธิประโยชน์เดิมที่มีอัตราต่ำสุด 2% สำหรับรถยนต์ที่ผ่านเงื่อนไขด้านชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ เช่น การใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ โดยอาจกำหนดอัตราใหม่ เช่น 10% พร้อมผ่อนปรนเงื่อนไขให้ครอบคลุมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญประเภทอื่นด้วย

ทั้งนี้ การปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า 35% เป็นมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว ขณะที่โครงสร้างภาษีเพิ่มเติมและหลักเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนในประเทศยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าให้มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มการลงทุนและยกระดับประเทศไทยจากฐานประกอบรถยนต์ ไปสู่การเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว