xs
xsm
sm
md
lg

BCPฟุ้งงวด 9เดือนปี 69 กำไรโตทุบสถิติ 2.82หมื่นล. อานิสงส์รับรู้รายได้ SAF -บางจากฮ่องกง - Synergy

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



 
บางจากเผยงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 508,377 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 66,683 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 28,232 ล้านบาท โตขึ้นกว่า 100% รับรู้ผลจาก SAF, Bangchak Hong Kong และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานรวมประมาณ 9,000 ล้านบาท สะท้อน
ผลของการบูรณาการธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 182,296 ล้านบาท มี EBITDA 22,920 ล้านบาท และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 9,849 ล้านบาท โตขึ้นกว่า100% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 6.73 บาท โดย EBITDA ลดลงร้อยละ 12 จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนมีสาเหตุหลักจากการชะลอการกลั่นตามแผน (Slowdown) ของโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชาเป็นเวลา 28 วัน เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยกลั่น อีกทั้งได้รับผลกระทบจากผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) 

ส่วนผลประกอบการงวด 9 เดือนของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและบริการ 508,377ล้านบาทโตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 32% และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 28,232ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า100%เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกำลังการผลิตเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 
จากการเพิ่มกำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน (Crack Spread) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธุรกิจการตลาดในประเทศมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากค่าการตลาดสุทธิที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังรับรู้ผลการดำเนินงานจากหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 1,957 ล้านบาท และรับรู้ EBITDA จำนวน 656 ล้านบาท จาก Bangchak Hong Kong Limited (BHK) และ Synergy รวมประมาณ 9,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ขณะที่กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับปัจจัยหนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว รวมถึงราคาขายก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดพลังงานโลก 

 


นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจในงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนี้
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 415,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 และมี EBITDA 43,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 โดยมีผลการดำเนินงานสำคัญดังนี้

ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 444,794 ล้านบาท และ EBITDA 35,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าการกลั่นพื้นฐานภายหลังปรับผลกระทบจากมาตรการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 18.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่กำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงกลั่นทั้งสองแห่งเพิ่มขึ้นเป็น 271,600 บาร์เรลต่อวัน และรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันรวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 7,776 ล้านบาท แม้มีผลขาดทุนจาก Oil Hedging 15,242 ล้านบาท นอกจากนี้ หน่วยผลิต SAF สร้าง EBITDA 1,957 ล้านบาท มีกำลังการผลิตเฉลี่ย 6,700 บาร์เรลต่อวัน และยอดจำหน่าย 92.8 ล้านลิตร นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569

ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 354,652 ล้านบาท และ EBITDA 6,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 โดยค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 0.92 บาทต่อลิตร จากกำไรสต็อกน้ำมันเป็นหลัก หากไม่รวมผลดังกล่าว ค่าการตลาดโดยรวมทรงตัว ขณะที่เริ่มรับรู้ EBITDA จาก Bangchak Hong Kong (BHK) 656 ล้านบาทในไตรมาส 3 เป็นครั้งแรก ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการในประเทศ 2,194 แห่ง และส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการร้อยละ 28.6 พร้อมขยายผลิตภัณฑ์พรีเมียม น้ำมันดีเซล B20 และธุรกิจ Retail Experience อย่างต่อเนื่อง


ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 18,560 ล้านบาท และ EBITDA 2,193 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 
จากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการผสม B7 และการส่งเสริมการใช้ B20 รวมถึงยอดจำหน่ายและราคาขายเอทานอลที่สูงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ


กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มีรายได้ 313,761 ล้านบาท และ EBITDA 1,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากปริมาณซื้อขายภายในกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับกำลังการกลั่นและการจำหน่าย SAF รวมถึงธุรกิจขนส่งทางเรือที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้เรือและค่าระวางที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนกำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น


กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มีรายได้ 29,009 ล้านบาท และ EBITDA 17,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 และราคาขายก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 ตามภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก ขณะที่ OKEA ปรับประมาณการผลิตปี 2569 ขึ้นเป็น 31,000 – 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยคาดว่าแหล่ง Bestla จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 เร็วกว่ากำหนดเดิม


กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีรายได้ 3,022 ล้านบาท และ EBITDA 4,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 2,502 ล้านบาท จากค่าความพร้อมจ่ายที่สูงขึ้น และจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป. ลาว 297 ล้านบาท ภายหลังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในเดือนสิงหาคม 2568 ส่วนธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับราคาตามสัญญาและการให้บริการหน่วยผลิต SAF