“ซาวิลส์” เผยเทรนด์ Sport Economy ไทยโตแรง มูลค่าพุ่งแตะ 2.38 แสนล้านบาท จับตาทุนไทย-ต่างประเทศแห่รุกตลาด Sport Complex รับกระแสคนรักสุขภาพ ชี้ชานเมืองกรุงเทพฯ เนื้อหอม ผุดโปรเจ็กต์กีฬา-เวลเนส-Mixed-use ลงทุนแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท เชื่อ Sports City โมเดลใหม่ปั้นมูลค่าที่ดินระยะยาว
นส.สรัลธร นทีธนสาร นักวิเคราะห์ ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา ซาวิลล์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สนามกีฬา ฟิตเนส และสระว่ายน้ำ ถูกมองเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกประกอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ในวันนี้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ กำลังถูกยกระดับเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางธุรกิจและแม่เหล็กดึงดูดผู้บริโภค เมื่อกระแสรักสุขภาพและการออกกำลังกายขยายตัวต่อเนื่อง ดึงดูดผู้พัฒนาอสังหาฯ และนักลงทุนให้หันมารุกตลาด Sport Complex และ Sports & Wellness Facilities มากขึ้น จนกลายเป็นคลื่นลงทุนใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมตลาดอสังหาฯ ไทย
ทั้งนี้ ซาวิลส์ ประเมินว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมกีฬาไทยกำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับภาคอสังหาฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 เศรษฐกิจกีฬาของไทยมีมูลค่าสูงถึง 238,782 ล้านบาท คิดเป็น 1.26% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นับเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมกีฬาที่ขยายตัวเกินกว่าการแข่งขันและการออกกำลังกาย ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งอุปกรณ์กีฬา สถานออกกำลังกาย สนามกีฬา อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม การท่องเที่ยว และการเดินทาง
ข้อมูลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวแบ่งเป็นมูลค่าทางตรงประมาณ 176,000 ล้านบาท และมูลค่าทางอ้อมประมาณ 62,000 ล้านบาท สะท้อนการเชื่อมโยงของธุรกิจกีฬาเข้ากับอุตสาหกรรมอื่นอย่างกว้างขวาง ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจกีฬาทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่อง โดย World Economic Forum ร่วมกับ Oliver Wyman ประเมินว่า เศรษฐกิจกีฬาทั่วโลกจะมีมูลค่าประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573
แรงหนุนสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้น โดยผลสำรวจของซาวิลส์พบว่า สัดส่วนประชากรไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมทางกายเพิ่มจาก 87.26% ในปี 2567 เป็น 89.7% ในปี 2568 และขยับขึ้นเป็น 91.7% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 4.44 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลา 2 ปี ขณะที่ประชากรที่ไม่ได้ออกกำลังกายลดลงเหลือ 8.3%
นส.สรัลธร กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวกำลังเปลี่ยนความต้องการใช้พื้นที่ของผู้บริโภค จากการมองหาที่อยู่อาศัยที่มีเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ไปสู่โครงการที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตได้ครบวงจร ทั้งฟิตเนส สนามกีฬา สระว่ายน้ำ ลู่วิ่ง พื้นที่สีเขียว และกิจกรรมกลางแจ้ง ส่งผลให้ Sport Complex ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจให้บริการกีฬา แต่กำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการ Mixed-use ที่สามารถผสมผสานการอยู่อาศัย การพักผ่อน การออกกำลังกาย และบริการด้านสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ ฐานลูกค้าตลาดกีฬาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนรุ่นใหม่หรือวัยทำงาน แต่ครอบคลุมผู้บริโภคหลายช่วงวัย โดยกลุ่มอายุ 30-39 ปี มีค่าใช้จ่ายด้านกีฬาเฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 7,700 บาทต่อคน รองลงมาคือกลุ่มอายุ 40-49 ปี ประมาณ 7,600 บาทต่อคน และกลุ่มอายุ 60-69 ปี ประมาณ 7,300 บาทต่อคน สะท้อนกำลังซื้อจากกลุ่มผู้สูงอายุที่ใกล้เคียงกับวัยทำงาน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจกีฬาและ Wellness ให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัวและผู้สูงวัย
จับตาทุนไทย-เทศแห่ปักหมุด Sport Complex
นส.สรัลธร กล่าว่า กระแสตลาดที่เติบโตเริ่มดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาศึกษาการลงทุนธุรกิจ Sport Complex โดยเฉพาะพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งแต่ละโครงการคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 100-300 ล้านบาท ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยเริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดนี้มากขึ้น โดยรูปแบบการลงทุนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สปอร์ตคลับแบบสมาชิก (Exclusive Membership Clubs) ที่เน้นลูกค้าระดับบนและครอบครัว และสปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไป (Public-access Complexes) ซึ่งเน้นการเข้าถึงลูกค้าหลากหลายกลุ่มผ่านระบบจองสนามและสมัครเข้าร่วมกิจกรรม
ตัวอย่างกลุ่มสปอร์ตคลับระดับพรีเมียม ได้แก่ Eden Country Club บนพื้นที่ 24 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,400 ล้านบาท ประกอบด้วยสนามเทนนิส พาเดล ศูนย์กีฬาแร็กเก็ต สระว่ายน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ ตั้งเป้าเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2571
ขณะที่ Reignwood Park เดินหน้าพัฒนา Reignwood Sports and Performance Center ด้วยเงินลงทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ที่ผสานสนามกอล์ฟระดับเอ็กซ์คลูซีฟ Robinswood Golf Club ที่พักอาศัย และโรงเรียนนานาชาติเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนโมเดลธุรกิจที่ใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม
ส่วนตลาดที่เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปมีตัวอย่าง ได้แก่ The O2 Bangkok บริเวณบางอ้อ ใกล้สถานี MRT เป็นอาคารกีฬา 4 ชั้น พื้นที่ประมาณ 10,200 ตารางเมตร มูลค่าลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท รวบรวมสนามแบดมินตัน บาสเกตบอล ฟุตบอล 5 คน ฟิตเนส และพื้นที่ฟื้นฟูร่างกาย
ด้าน Sterling Sport and Wellness ย่านสุขุมวิท 24 รวบรวมสนามเทนนิส พาเดล และพิคเคิลบอล พร้อมสตูดิโอออกกำลังกายและบริการกายภาพบำบัด ขณะที่ Theá Sports Club มีแผนพัฒนาในย่านพรานนก-กาญจนาภิเษก สะท้อนการขยายตลาดสปอร์ตคอมเพล็กซ์ไปยังพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก
นอกจากนี้ ยังมีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เข้ามาเปิดเกมลงทุนมากขึ้น อาทิ พราว เรียลเอสเตท ซึ่งมีแผนพัฒนาที่ดินเดิมของบิ๊กซี บางใหญ่ ขนาดกว่า 27 ไร่ เป็นโครงการ Mixed-use ประกอบด้วย Arena, Sport Club และ Sport Complex รองรับตลาด Sport Tourism & Wellness
ขณะที่ K.E. Group ผู้พัฒนา Crystal Sports ย่านเลียบด่วนรามอินทรา มีแผนพัฒนาคอมมูนิตี้เทนนิสระดับเวิลด์คลาส ประกอบด้วยสนามเทนนิสในร่ม 9 คอร์ต ยกระดับกีฬาเทนนิสสู่ Premium Lifestyle เจาะกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง
อสังหาฯ ใช้กีฬาเป็นแม่เหล็กปั้นมูลค่าโครงการ
นอกเหนือจากการพัฒนาสปอร์ตคอมเพล็กซ์โดยตรง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังเริ่มนำกิจกรรมกีฬาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่อยู่อาศัยและศูนย์การค้า เพื่อสร้างจุดขาย ดึงดูดผู้ใช้งาน และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ แสนสิริเดินหน้าพัฒนา S QUARTER บนพื้นที่ 24 ไร่ ในย่านกรุงเทพกรีฑา ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ประกอบด้วยสนามฟุตบอล เทนนิส พาเดล และพิคเคิลบอล สตูดิโอกิจกรรม และคาเฟ่ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2569
ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกมี Talent Sport Academy ณ The Walk ราชพฤกษ์ ซึ่งได้รับการลงทุนจาก Index Living Mall ประมาณ 80-100 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่อาคารกีฬา 2 หลัง รวมประมาณ 7,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยสนามเทนนิส พิคเคิลบอล และบาสเกตบอล มุ่งเจาะกลุ่มครอบครัวและนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่ใกล้เคียง
การนำกีฬามาผนวกกับโครงการอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ยังเป็นกลยุทธ์สร้าง Traffic เพิ่มระยะเวลาการใช้บริการ และขยายฐานลูกค้าให้กับโครงการ โดยเฉพาะโครงการ Mixed-use และศูนย์การค้าที่ต้องการสร้างกิจกรรมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ชานเมืองเนื้อหอม ลุ้นปั้น Sports City
นส.สรัลธร กล่าวว่า สำหรับทำเลลงทุน ซาวิลส์พบว่าโครงการ Sport Complex ส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ทั้งบางนา-ตราดและกรุงเทพกรีฑาทางฝั่งตะวันออก รวมถึงราชพฤกษ์และพรานนก-กาญจนาภิเษกทางฝั่งตะวันตก ตลอดจนบางอ้อในพื้นที่ฝั่งธนบุรี เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านขนาดที่ดินและต้นทุนการพัฒนาเมื่อเทียบกับพื้นที่ CBD อีกทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยของครอบครัวและโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ทิศทางการพัฒนากำลังขยับจาก Sport Complex ไปสู่แนวคิด Sports City ที่เชื่อมโยงกีฬา สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และธุรกิจบริการเข้าไว้ด้วยกัน โดยมี AREA 340 ของ Woraluk Property ในอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในโครงการที่น่าจับตา บนพื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ วางแผนลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วยสนามกีฬา สนามกอล์ฟ ที่อยู่อาศัย สถานศึกษา ธุรกิจสุขภาพ และพื้นที่ชุมชน
โครงการดังกล่าวยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและการจัดการกีฬา โดยมีแผนแล้วเสร็จในปี 2572 สะท้อนแนวทางพัฒนาเมืองกีฬาให้เป็นมากกว่าสถานที่ออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้บริการในระยะยาว
ลงทุนเปิดเผยแล้วหมื่นล้าน จับตาเงินใหม่ปี 70
ซาวิลส์ ระบุว่า ปัจจุบันมีโครงการ Sport Complex และโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ผสานองค์ประกอบด้านกีฬาอยู่ใน Pipeline ซึ่งเปิดเผยมูลค่าการลงทุนแล้วอย่างน้อย 6 โครงการ รวมกว่า 10,000 ล้านบาท นำโดย AREA 340 มูลค่าลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านบาท Eden Country Club ประมาณ 2,400 ล้านบาท และ Reignwood Sports and Performance Center ประมาณ 1,400 ล้านบาท
ส่วน The O2 Bangkok มีมูลค่าลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่ S QUARTER และ Talent Sport Academy มีมูลค่าการลงทุนโครงการละประมาณ 100 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างแผนการพัฒนาแต่ยังไม่เปิดเผยมูลค่าการลงทุน ได้แก่ Theá Sports Club, Crystal Sports และ Arena Bangkok Club
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนความสนใจของผู้ประกอบการจากหลากหลายธุรกิจ ทั้งธุรกิจกีฬา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจค้าปลีก ที่มองเห็นโอกาสจากตลาดกีฬาและสุขภาพ โดยคาดว่าในปี 2570 จะมีการลงทุนใหม่เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทำเลชานเมืองและเมืองเศรษฐกิจที่มีศักยภาพรองรับโครงการขนาดใหญ่
ซาวิลส์มองว่า Sport Complex กำลังเปลี่ยนจากธุรกิจเฉพาะทางไปสู่หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่ผสานกีฬา สุขภาพ การศึกษา การอยู่อาศัย และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถสร้างความต้องการใช้พื้นที่และขยายฐานลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม
สำหรับเจ้าของที่ดินและนักลงทุน การพัฒนากิจกรรมกีฬายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน สร้างมูลค่าเพิ่มให้พื้นที่โดยรอบจากการดึงดูดผู้ใช้งานและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ตลอดจนสร้างรายได้ประจำจากค่าสมาชิก ค่าเช่าสนาม และบริการด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการยังขึ้นอยู่กับการเลือกทำเลให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ การประเมินพื้นที่รับบริการ และการวางรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
จากคลื่นลงทุนที่เริ่มก่อตัว จึงน่าจับตาว่า Sport Complex จะกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการปลุกมูลค่าที่ดินชานเมือง และต่อยอดอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่โมเดล Sports City ในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด