Yangwang U9 Xtreme ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงของ BYD ประสบอุบัติเหตุระหว่างการทดสอบความเร็ว ตัวรถเสียหายอย่างหนักจนชุดเพลาหลังหลุดออกจากตัวถัง แต่คนขับสามารถออกจากรถได้ด้วยตัวเองและไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง
เสียหลักพุ่งชนกำแพงในสนามทดสอบ
วิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนแสดงให้เห็น Yangwang U9 Xtreme เสียการควบคุมระหว่างวิ่งบนสนามปิด ก่อนพุ่งชนกำแพงกั้นและหมุนไปตามพื้นสนาม
แรงกระแทกทำให้ตัวถังด้านหน้าและด้านหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมถึงชุดเพลาหลังที่หลุดออกจากตัวรถ อย่างไรก็ตาม ห้องโดยสารบริเวณกลางรถยังคงรูปทรงไว้ได้
ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของอุบัติเหตุหรือความเร็วขณะชนอย่างเป็นทางการ แม้บางรายงานระบุว่าทีมงานกำลังทดสอบรถในช่วงความเร็วมากกว่า 420–450 กม./ชม. จึงยังไม่ควรสรุปว่ารถชนด้วยความเร็ว 450 กม./ชม.
คนขับออกจากรถได้ด้วยตัวเอง
รายงานระบุว่าคนขับสามารถออกจากซากรถได้โดยไม่ต้องมีผู้ช่วย หลังเข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ไม่พบอาการบาดเจ็บร้ายแรง
ภาพหลังเกิดเหตุยังไม่พบไฟไหม้จากแบตเตอรี่ในทันที ขณะที่โครงสร้างห้องโดยสารซึ่งใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ยังคงสภาพอยู่ แม้ชิ้นส่วนรอบนอกจะได้รับความเสียหายรุนแรง
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุจากการทดสอบเพียงครั้งเดียว จึงไม่สามารถใช้ยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยของรถในทุกสถานการณ์ได้
มอเตอร์สี่ตัว กำลังรวม 2,977 แรงม้า
Yangwang U9 Xtreme ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุด 2,220 กิโลวัตต์ หรือ 2,977 แรงม้า พร้อมระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 1,200 โวลต์ และแบตเตอรี่ Blade ขนาด 80 กิโลวัตต์ชั่วโมง
รถติดตั้งยางกึ่งสลิกที่พัฒนาสำหรับความเร็วสูง ระบบควบคุมตัวถัง DiSus-X และระบบขับเคลื่อน e⁴ ซึ่งสามารถควบคุมแรงบิดของล้อแต่ละข้างได้อย่างอิสระ
รุ่นนี้ผลิตจำกัดไม่เกิน 30 คันทั่วโลก โดยรถที่ส่งมอบภายในงาน Beijing Auto Show 2026 มีมูลค่าซื้อขายมากกว่า 20 ล้านหยวน หรือประมาณ 101 ล้านบาท
เคยทำความเร็วสูงสุด 496.22 กม./ชม.
ก่อนหน้านี้ U9 Xtreme ทำความเร็วสูงสุดได้ 496.22 กม./ชม. ที่สนามทดสอบ ATP Papenburg ประเทศเยอรมนี และ BYD มีแผนท้าทายความเร็วระดับ 500 กม./ชม. อีกครั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อใด และจะส่งผลต่อกำหนดการทดสอบครั้งต่อไปหรือไม่ เนื่องจากคลิปวิดีโอเพิ่งถูกเผยแพร่ ขณะที่วันที่เกิดเหตุจริงยังไม่ได้รับการยืนยัน
ที่มา: Motor1, CarNewsChina, BYD