xs
xsm
sm
md
lg

โวอีกแล้ว! "เอกนิติ" ลั่นพาไทยสู่ประเทศรายได้สูง ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก-ปฎิรูปโครงสร้าง ดันเศรษฐกิจสู่ V-Shape

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



จอมโว "เอกนิติ" ลั่นพาไทยสู่ประเทศรายได้สูง ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก-ปฎิรูปโครงสร้าง ดันเศรษฐกิจสู่ V-Shape ย้ำจุดยืนรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด หนี้สาธารณะลดลง-ดันรายได้โต พร้อมปรับมาตรการภาษีเพื่อความเป็นธรรม กางแผนใช้เม็ดเงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ขับเคลื่อน 3 เสาหลัก ผสานพลัง ทีมไทยแลนด์ จัดทัพขับเคลื่อนผ่าน 7 สาขาเศรษฐกิจ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ Thailands Path to High-Income Status เส้นทางไทยสู่ประเทศรายได้สูง เปิดเผยวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวทีระดับโลก โดยระบุว่า การเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม World Bank และ IMF เป็นโอกาสสำคัญในการฉายภาพให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยเข้าใจสถานการณ์โลก และนำเอาวาระสำคัญของไทยไปสู่เวทีโลก ซึ่งไทยจะเป็นสะพานเชื่อมในโลกที่กำลังแตกแยก นี้คือสิ่งที่เราต้องการฉายภาพนั้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า เราต้องใช้โอกาสจากความขัดแย้งดึงการลงทุน ในช่วงที่โลกมีการแบ่งขั้ว เพราะนักลงทุนทั่วโลกต่างมองหาพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นเรื่องความเป็นกลางและสามารถค้าขายได้กับทุกฝ่าย จึงเป็นจุดเชื่อมสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และซัพพลายเชนระดับโลก

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการที่ IMF ระบุว่า ประเทศไทยโชคดีที่เป็นแบบ K-Shape ขาขึ้น หน้าที่ตนที่ดูแลเศรษฐกิจต้องเปลี่ยน จาก K เป็น V ให้ได้ คือ ดึง K ขาล่างขึ้นมา หน้าที่ตนจึงให้ทางบีโอไอดึงการลงทุนเข้ามา และเปลี่ยนยุทธศาสตร์เปลี่ยนจากการวัดมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแบบเดิม มาเป็นการวัดมูลค่าการลงทุนจริงและการจ้างงานคนไทย พร้อมทั้งวัดผลจากการพัฒนาทักษะแรงงาน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โครงการของบีโอไอสามารถสร้างการจ้างงานทักษะใหม่ให้กับคนไทยไปแล้วประมาณ 120,000 คน รวมถึงดึงดูดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนที่เข้ามาขยายโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมสระบุรีและอยุธยา ซึ่งจ้างงานคนไทยถึง 30,000 คน และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยในการทำวิจัยและพัฒนา (R&D)

ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าดึงภาคเอกชนเป็นผู้นำขับเคลื่อนทิศทางใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น AI, ซัพพลายเชน , สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์,อีวี และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป) โดยภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก เพื่อเปิดประตูให้แรงงานและผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกให้เร็วและมากที่สุด

ทั้งนี้ พร้อมยกระดับจากเกษตรกรรมและฟาร์ม สู่การเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และดันให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยกระดับการบริการทางการแพทย์เข้ากับสมุนไพร

*ย้ำจุดยืนรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด ชูหนี้สาธารณะลดลง-ดันรายได้โต พร้อมปรับมาตรการภาษีเพื่อความเป็นธรรม

นายเอกนิติ เปิดเผยถึง ทิศทางและมาตรการการคลังระยะกลางของไทย โดยยืนยันว่า กระทรวงการคลังยังคงยึดหลักวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านการลดการขาดดุลภาครัฐลงได้ดีกว่าเป้าหมาย จากเดิมที่คาดว่า จะขาดดุล 4.4% ของ GDP ลดลงเหลือ 3.4% ของ GDP ซึ่งผลงานดังกล่าวทำให้ได้รับการชื่นชมจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และช่วยปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหลายประเทศ

สำหรับการจัดเก็บรายได้และการปรับมาตรการทางภาษี รัฐบาลต้องการสร้างความเป็นธรรม ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและจ้างงานในประเทศไทย

นายเอกนิติ ระบุว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้า เพื่อสร้างความเท่าเทียมทางธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมือกับกติกาสากลอย่าง Global Minimum Tax ที่กำหนดให้นิติบุคคลขนาดใหญ่ควรเสียภาษีไม่ต่ำกว่า 15% ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศ

Global Minimum Tax วันนี้เป็นกติกาโลก กติกาโลกบอกว่า แข่งกันลดภาษีทั่วโลก วันนี้ทั้งโลกบอกว่า รวมทั้งหมดแล้วบริษัทต่างๆที่ลงทุนไม่ควรต่ำกว่า 15% วันนี้เราเก็บรายประมาณหมื่นล้านจากตรงนี้ รายได้นิติบุคคคลจึงขึ้นมานายเอกนิติ กล่าว

ในส่วนของแผนการคลังระยะกลาง นายเอกนิติ ระบุถึง เป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.หนี้สาธารณะต่อจีดีพีต้องลดลง วันนี้ไทยยังยืนอยู่ที่ 70 พร้อมกับยืนยันว่า จะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ แต่พยามดึงให้ลดลง เพื่อให้ประเทศไทยมีภาระหนี้ลดลง

2.การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ มุ่งสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่อยู่ในระบบและนอกระบบภาษี โดยนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้สามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมาย

3.การดำเนินนโยบายตามมาตรฐานสากล คือ การรักษามาตรฐานวินัยการคลัง

*กางแผนใช้เม็ดเงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนลบ. ขับเคลื่อน 3 เสาหลัก เปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้า-ขนส่ง-พัฒนาคน

นายเอกนิติ เปิดเผยถึง ความชัดเจนในการใช้เม็ดเงินกู้ตาม พ.ร.ก. 2 แสนล้านบาทหลัง ว่า นำมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้า โดยรัฐบาลเตรียมงบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท สำหรับสนับสนุนภาคประชาชนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานครัวเรือน และอีก 2 หมื่นล้าน สำหรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และสมาร์ทมิเตอร์ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถ ขายไฟคืน สู่ระบบกริดได้ นอกเหนือจากการเป็นผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว

ทั้งหมดใกล้เคียงประมาณแสนล้านบาท ยังมีตัวของGrid ซึ่งกระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาอยู่วันนี้ไฟจะถูกลงใช้ไฟสะอาดด้วย แต่เราต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐาน สมัยก่อนทำถนน แต่โลกยุคใหม่ถนนที่สำคัญ คือ ไฟฟ้าสะอาด ผมต้องขยายถนนก็คือ Grid สำหรับการลงทุนในอนาคต

นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่ง เน้นแก้ปัญหาการนำเข้าน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง โดยผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอล (E20) และไบโอดีเซล (B20) ซึ่งผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศ อ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อเชื่อมโยงกลับไปช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถกระบะและรถบรรทุกที่ผลิตในประเทศให้ใช้พลังงานสะอาดยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาคนและยกระดับทักษะแรงงาน มุ่งเน้นการทำ Reskill และ Upskill ให้แก่แรงงานไทย โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี ช่วงอายุ 2060 ปี ที่มีอยู่ราว 6 ล้านคน ผ่านการร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน เพื่อฝึกอบรมทักษะเฉพาะทาง เช่น ช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ และทักษะด้านยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้แรงงานมีรายได้ที่มั่นคงและสอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

*เดินหน้า ดันเศรษฐกิจไทยโตทะยาน 3% ชูเป้าขยับสู่ Top 20 โลก

นายเอกนิติ เปิดเผยถึงทิศทางและเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ ว่า ความสำเร็จในอดีตอย่างมาตรการ Thailand Fast Pass สามารถสร้างดึงดูดการลงทุนจริงในประเทศเติบโตขึ้นราว 27% พร้อมทั้งสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ กว่า 6 แสนล้านบาท และเกิดการจ้างงานกว่าแสนอัตรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือต้นแบบของแนวคิด Quick Big Win ที่สะท้อนว่าภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ นายเอกนิติ วาง 3 เสาหลักเป้าหมายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงการคลังได้วางตัวชี้วัด (KPI) และเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกับภาคเอกชน ภายในช่วงระยะเวลาข้างหน้า ดังนี้

1.ตั้งเป้ายกระดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง และกระจายไปทุกธุรกิจ จึงมีตัวเลขจีดีพีเป้าหมายที่ 3 % Plus ขึ้นมา

2.เร่งการลงทุน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมในประเทศจากเดิมที่ระดับ 22% ให้ขยับขึ้นไปแตะระดับ 30% ของจีดีพี

3.เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ตั้งเป้าผลักดันอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย จากเดิมอยู่อันดับที่ 26 ก้าวขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลก ภายใน 3-4 ปีนี้

*ผสานพลัง ทีมไทยแลนด์ จัดทัพขับเคลื่อนผ่าน 7 สาขาเศรษฐกิจ

นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้จะไม่ใช่การทำงานเพียงภาครัฐอย่างเดียว แต่จับมือกับภาคเอกชนผ่าน กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน) ในลักษณะ ทีมไทยแลนด์ โดยแบ่งบทบาทการทำงานออกเป็นระบบที่ชัดเจน ได้แก่

-กองหน้า คือ ภาคเอกชน 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย): ประกอบด้วย อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่, Food Processing, Smart Electronics, EV (ยานยนต์ไฟฟ้า), Wellness และสาขาอื่น ๆ โดยจะมีการประกาศ KPI รายสาขาอย่างชัดเจนเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์

-กองกลาง คือ ภาครัฐและกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูล, เชื่อมโยงดีมานด์การลงทุน, ประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงการปรับแก้กฎระเบียบและกติกาที่เป็นอุปสรรค

-กองหลัง คือ เสถียรภาพการคลังและการเงิน ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยการแก้ไขปัญหากรรมเก่า เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน, ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น SME Credit Boost เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถตั้งหลักและเดินหน้าต่อไปได้

นายเอกนิติ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญและอาจเป็นโค้งสุดท้าย (Last Chance) ของประเทศไทยในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ การรวมพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนผ่านการทำงานที่สอดประสานกันในวันนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่จุดหมายและสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนสู่เวทีระดับสากลได้สำเร็จ

*ชูยุทธศาสตร์ STI DEE ขับเคลื่อนการคลังโปร่งใส-ไร้รอยต่อ

นายเอกนิติ เปิดเผยวิสัยทัศน์การดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ STI DEE มุ่งสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ โดยเตรียมนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการในวันพุธนี้

-Stabilize Today (ST) การสร้างเสถียรภาพและความแข็งแกร่งให้กับกองหลังทางเศรษฐกิจ ผ่านการสนับสนุนนโยบายเปลี่ยนผ่านของประชาชน เช่น พลังงานโซลาร์ การสนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด และการลงทุน (Investment) เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

คำว่า D-E-E กระทรวงการคลังจะใช้เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนผ่าน 3 หลักการหลัก ได้แก่

-Disclosure (เปิดเผยโปร่งใส) โดยกระทรวงการคลังเตรียมเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐจากกรมบัญชีกลางย้อนหลัง 5 ปี เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้

-Easy (ใช้งานง่าย) นำระบบดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริการประชาชนทุกด้าน เพื่อให้การติดต่อประสานงานกับภาครัฐมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

-Efficiency & Effectiveness (ประสิทธิภาพและประสิทธิผล) ภาครัฐจะเลือกทำเฉพาะภารกิจที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่ส่วนใดที่เอกชนสามารถทำได้ดีกว่า จะเปิดให้ภาคเอกชนดำเนินการแทน