ปฏิบัติการปล้นคริปโทเคอร์เรนซีครั้งประวัติศาสตร์มูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์บนกระดานเทรดระดับโลกอย่าง Binance ไม่ได้เกิดจากการเจาะรหัสขั้นเทพ แต่เริ่มจากการแทรกซึมผ่านแบบทดสอบสัมภาษณ์งานหลอกลวง อาชญากรไซเบอร์ซึ่งทางการสหรัฐฯ ชี้เป้าว่ามีรัฐบาลเกาหลีเหนือหนุนหลัง ใช้ความอดทนเจาะระบบนานนับเดือนจนเข้ายึดโครงสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัลได้สำเร็จ กระนั้นทางบริษัทตัดสินใจควักกระเป๋าอุ้มความเสียหายทั้งหมดเพื่อสกัดวิกฤตศรัทธานักลงทุน
รายงานสืบสวนจาก Binance เปิดโปงเบื้องหลังการปล้นสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2569 ริชาร์ด เทง (Richard Teng) ซีอีโอร่วมของบริษัทระบุชัดเจนว่าความสูญเสียระดับ 6.3 พันล้านดอลลาร์ไม่ใช่ความผิดพลาดเพียงจุดเดียว อาชญากรใช้วิธีการโจมตีแบบผสมผสานระหว่างการหลอกลวงพนักงานและเจาะระบบรักษาความปลอดภัยจากภายในองค์กรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
จุดเริ่มต้นของหายนะเปิดฉากขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อวิศวกรซอฟต์แวร์รายหนึ่งเผลอดาวน์โหลดชุดโปรแกรมซ่อนมัลแวร์ขณะติดตั้งเครื่องมือ AI แม้ระบบป้องกันจะตรวจพบและสั่งเปลี่ยนอุปกรณ์ทันที แต่คนร้ายขโมยข้อมูลโครงสร้างทีมดูแลกระเป๋าเงินไปเรียบร้อยแล้ว ถัดมาในเดือนกันยายน แฮกเกอร์สวมรอยเป็นนายหน้าจัดหางานล่อลวงวิศวกรอีกคนให้ดาวน์โหลดไฟล์อันตราย ซึ่งปลอมแปลงมาในรูปแบบของแบบทดสอบเขียนโค้ดสำหรับการสัมภาษณ์งาน
มัลแวร์เจาะทะลุเกราะป้องกันคอมพิวเตอร์ของพนักงานสำเร็จ นำไปสู่การขยายผลครั้งใหญ่ในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 คนร้ายใช้เครื่องที่ติดไวรัสร่วมกับเครื่องมือ AI ภายในองค์กร ลอบเจาะบัญชีวิศวกรเพิ่มอีกสองราย พวกเขาชิงสิทธิ์ระดับสูงเข้าไปฝังโปรแกรมประสงค์ร้ายในโครงสร้างพื้นฐานกระเป๋าเงินของแพลตฟอร์ม ก่อนจะลงมือปล้นจริงในวันที่ 29 ตุลาคม ด้วยการเข้าควบคุมบริการลงนามทำธุรกรรมภายในที่ใช้โอนเงินออกไปสู่โลกภายนอก
ความแยบยลเชิงเทคนิคที่สร้างความตื่นตระหนกให้วงการคือ แฮกเกอร์ประยุกต์ใช้กลไก EIP-7702 บนเครือข่าย Ethereum ซึ่งอนุญาตให้กระเป๋าเงินมอบอำนาจทำธุรกรรมแก่สัญญาอัจฉริยะ ช่องโหว่นี้ทำให้การสูบเงินดำเนินต่อไปแบบไร้รอยต่อแม้กระดานเทรดจะสั่งระงับการถอนเงินแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกันระบบกระเป๋าเงินแบบกระจายส่วนแบ่ง (MPC) กลับกลายเป็นอุปสรรคกั้นไม่ให้บริษัทเพิกถอนสิทธิ์ของคนร้ายได้ทันท่วงที ทว่าบริษัทสามารถอายัดเงินคืนมาได้ราว 2.85 พันล้านดอลลาร์ พร้อมอัดฉีดสินทรัพย์ชดเชยส่วนที่หายไปถึงร้อยละ 98 ภายในสิ้นเดือนตุลาคม
นอกจากนี้สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ หรือ FBI ฟันธงว่ากลุ่มแฮกเกอร์ชาวเกาหลีเหนือคือผู้ชักใยเบื้องหลัง แต่ คิม โยจอง (Kim Yo Jong) น้องสาวผู้นำสูงสุดแห่งเปียงยาง ออกมาโต้กลับเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน เธอปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง พร้อมโจมตีว่าวอชิงตันกำลังเล่นเกมการเมืองป้ายสีเพื่อบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของเกาหลีเหนือบนเวทีโลก
นอกจากนี้ ือี้ เหอ (Yi He) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเปิดเผยข้อมูลชวนช็อกว่า ตลอดปี 2569 ทีมความปลอดภัยสกัดกั้นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่โยงถึงเกาหลีเหนือได้มากถึง 57 ครั้ง สัญญาณอันตรายที่นักลงทุนและสถาบันการเงินต้องจับตาจากเหตุการณ์นี้คือ สมรภูมิไซเบอร์ยุคใหม่ไม่ได้ชี้ขาดกันที่ความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่อยู่ที่จุดอ่อนของมนุษย์ ภัยคุกคามรูปแบบนี้กำลังระบาดหนัก และพนักงานบริษัทเทคโนโลยีเพียงคนเดียวอาจกลายเป็นกุญแจเปิดประตูคลังสมบัติให้โจรปล้นเงินระดับชาติได้สำเร็จ