เหมือนเส้นผมบังภูเขา… บางครั้งสิ่งที่ผู้ประกอบการขาด ไม่ใช่คำตอบ แต่คือวิธีตั้งคำถามที่ถูกต้อง
การขาดคำปรึกษาที่ดี ทำให้ต้องเดินวนเป็นวงกลมวนเวียนกับปัญหาเดิมซ้ำๆ รู้ว่าตรงไหนติดขัด รู้ว่าต้องเปลี่ยนแปลง แต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแก้ไขจากจุดใด
“เราอยากปรับปรุงธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน หากไปปรึกษาบริษัทเอกชน เขาก็อาจแนะนำให้เราใช้ระบบหรือซอฟต์แวร์ของเขาแค่นั้น”
นี่คือสิ่งที่ คุณแสงเดือน ลีลาสมานชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีออร์คิด จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 ของธุรกิจส่งออกกล้วยไม้ไทยที่ดำเนินกิจการมากว่า 30 ปีต้องเผชิญในอดีต ก่อนค้นพบทางออกจากการเข้าร่วมโครงการ The UP 2026: Unlock Potential with Data & AI
“เราดำเนินธุรกิจส่งออกกล้วยไม้ไปต่างประเทศ เป็นธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินการมากว่า 30 ปี ดิฉันเป็นทายาทรุ่นที่ 2รูปแบบธุรกิจของเราคือรับซื้อดอกไม้จากเกษตรกร นำมาบรรจุและส่งออกไปต่างประเทศ เราอยากปรับปรุงธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน หากไปปรึกษาบริษัทเอกชน เขาก็อาจแนะนำให้เราใช้ระบบหรือซอฟต์แวร์ของเขาแค่นั้น“
อีกเหตุผลหนึ่งคือบริษัทกำลังเติบโต เราทำการตลาดออนไลน์ และเห็นผลค่อนข้างดี ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นทั้งในและต่างประเทศ จึงต้องการวางระบบภายในให้พร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต
“ถ้ามีระบบที่ดี ดิฉันก็จะสามารถลดภาระการทำงานประจำในบริษัท และนำเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้มากขึ้น”
ดอกไม้ขาด 20 ช่อ ปัญหาเล็กที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่
คุณแสงเดือน เล่าต่อว่า ที่ผ่านการรวบรวมข้อมูลของบริษัทกระจัดกระจายใช้ Excel และการจดบันทึกด้วยมือปัญหาคือข้อมูลซ้ำกัน ต้องคัดลอกไปมา ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย
สำหรับธุรกิจทั่วไป ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลอาจหมายถึงการเสียเวลาตรวจสอบและแก้ไข แต่สำหรับธุรกิจส่งออกดอกไม้สด ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจกระทบไปถึงการส่งมอบสินค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้า
คุณแสงเดือนยกตัวอย่างว่า หากลูกค้าสั่งดอกไม้ 100 ช่อ แต่บริษัทรับดอกไม้เข้ามาเพียง 80 ช่อ แล้วกว่าจะทราบว่าขาดอีก 20 ช่อก็ตอนบรรจุสินค้าลงกล่องเสร็จแล้ว ปัญหาที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่การจัดหาสินค้าเพิ่ม
เพราะเมื่อถึงเวลานั้น สวนดอกไม้อาจปิดแล้ว ทำให้ไม่สามารถหาดอกไม้เพิ่มเติมได้ทันตามกำหนดส่งมอบ
ยิ่งหากเป็นดอกไม้ที่ลูกค้าสั่งไปใช้ในงานสำคัญอย่างงานแต่งงาน ซึ่งไม่สามารถเลื่อนวันได้ ความผิดพลาดในการส่งมอบยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้น
“ธุรกิจของเราเป็นสินค้าสด จึงต้องการข้อมูลแบบ Real-time สินค้าทุกอย่างต้องรวดเร็ว เราไม่สามารถรอให้ตรวจสอบบัญชีเสร็จก่อนแล้วค่อยส่งสินค้าได้ เพราะดอกไม้อาจเริ่มเสื่อมคุณภาพ”
นอกจากการติดตามสินค้าประจำวันแล้ว คุณแสงเดือนยังต้องการข้อมูลย้อนหลังที่สามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มราคาและปริมาณผลผลิตทางการเกษตร
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่มีแผนจัดงานแต่งงานในอีก 3 เดือนข้างหน้า อาจต้องการทราบราคาดอกไม้ล่วงหน้า หากบริษัทมีข้อมูลย้อนหลังที่เป็นระบบ ก็จะสามารถประเมินต้นทุน ปริมาณสินค้า และเสนอราคาให้ลูกค้าได้แม่นยำขึ้น
แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ จำเป็นต้องแก้ปัญหาพื้นฐานเรื่องการจัดเก็บข้อมูลให้เรียบร้อยเสียก่อน
โปรแกรมสำเร็จรูปอาจไม่ใช่คำตอบของธุรกิจกล้วยไม้
คุณแสงเดือนเล่าต่อว่า ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจเกษตร ซึ่งไม่มีโปรแกรมมาตรฐานที่เหมาะสมกับการดำเนินงานทั้งหมดเท่าที่พยายามค้นหาและสอบถามมา โปรแกรมส่วนใหญ่มีรูปแบบค่อนข้างตายตัว เหมาะกับอุตสาหกรรมที่สินค้ามีมาตรฐานแน่นอน เช่น กล่องกระดาษหรือเสื้อผ้า ที่กำหนดขนาดและจำนวนสินค้าได้ชัดเจน
แต่ดอกไม้แตกต่างออกไป เพราะราคาสินค้าเกษตรขึ้นลงทุกวัน ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ปริมาณสินค้าไม่แน่นอน ขนาดและลักษณะดอกไม้ก็แตกต่างกัน
“สมมุติว่าเป็นเสื้อผ้าไซซ์ L ก็ต้องมีขนาดเท่ากันทุกตัว แต่กล้วยไม้ที่เรียกว่าไซซ์ L ในแต่ละฤดูกาลอาจมีขนาดแตกต่างกัน และยังมีความแตกต่างตามชนิดของดอกไม้ด้วย”
ด้วยเหตุนี้ โปรแกรมสำเร็จรูปที่กำหนดขั้นตอนการทำงานไว้แน่นอนจึงอาจไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด แม้ที่ผ่านมาเธอยังไม่เคยทดลองใช้โปรแกรมเหล่านั้นจริง แต่จากการค้นคว้าและสอบถามข้อมูล ก็ทำให้มองว่าบริษัทอาจจำเป็นต้องมีระบบที่พัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจของตัวเอง
ความต้องการดังกล่าวกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอสนใจเข้าร่วมโครงการ The UP 2026 เพราะมองว่าการให้คำปรึกษาจากหน่วยงานภาครัฐน่าจะมีความเป็นกลาง และไม่ได้มุ่งขายซอฟต์แวร์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง
AI ไม่ได้แก้ได้ทุกอย่าง คำตอบที่ถูกต้องมาจากการตั้งคำถามที่ดี
คุณแสงเดือนเล่าต่อว่า เมื่อเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็เริ่มคิดว่าสิ่งที่เราขาดมันอาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ตอนแรกก็พยายามคุยกับAI แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมากลับไม่เหมือนที่คาดหวังไว้
ก่อนที่จะรู้ว่า คำตอบที่ถูกต้องมาจากการตั้งคำถามที่ดีด้วย
“ตอนแรกเราค่อนข้างสับสน เพราะอยากได้ทุกอย่าง รู้สึกว่า AI น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพียงแค่โยนปัญหาเข้าไปแล้วให้ AI ตอบหรือแก้ไขให้ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่”
สิ่งที่เมนเทอร์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาช่วยให้เห็น คือก่อนจะให้ AI แก้ปัญหา ผู้ประกอบการต้องเข้าใจกระบวนการทำงานของตัวเองอย่างชัดเจนเสียก่อน
หากขั้นตอนการทำงานยังไม่เป็นระบบ หรือไม่สามารถอธิบายได้ว่าต้องการให้โปรแกรมทำอะไร ต่อให้ใช้ AI ที่มีความสามารถสูงเพียงใด ก็อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
“ปัญหาอยู่ที่ตัวเราเอง เพราะขั้นตอนการทำงานของเรายังไม่ชัดเจน แม้แต่ AI ก็อาจไม่เข้าใจว่าเราต้องการอะไร ใครจะรู้จักธุรกิจของเราดีไปกว่าตัวเราเอง และการเตรียมข้อมูลให้ AI มันเหมือนการนำหนังสือให้ AI อ่าน ถ้าหนังสือมีเนื้อหาดีและเป็นระเบียบ ก็มีโอกาสได้คำตอบที่ดี แต่ถ้าข้อมูลสับสน อ่านแล้วไม่เข้าใจ คำตอบที่ได้ก็อาจผิดพลาดตามไปด้วย“
นี่ทำให้มุมมองของเธอเปลี่ยนไปจากการถามว่าจะใช้ AI ตัวไหน มาเป็นการย้อนกลับมาตรวจสอบว่าธุรกิจมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลอยู่ที่ใด และต้องจัดระเบียบอย่างไร
เมนเทอร์ช่วยแยกปัญหาร้อยแปด ให้เริ่มเพียง 3 เรื่อง
คุณแสงเดือนเล่าว่า ในช่วงแรกเธอนำปัญหาที่พบในการทำงานมาเล่าให้เมนเทอร์ของโครงการฟังแทบทั้งหมด ทั้งข้อมูลผิดพลาด การสั่งสินค้าผิด จำนวนสินค้าไม่ตรง และความต้องการมีโปรแกรมช่วยงานหลายด้าน
แทนที่จะเริ่มจากการหาเครื่องมือมาแก้ทุกปัญหา เมนเทอร์กลับช่วยจัดลำดับงานใหม่ โดยให้มองกระบวนการหลักของธุรกิจเพียง 3 ส่วนก่อน ได้แก่ การสั่งซื้อ การผลิต และการส่งออก
“เมนเทอร์สามารถจับประเด็นและบอกให้เราเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ก่อน ให้เริ่มจัดระบบและพัฒนาโปรแกรมสำหรับ 3 ส่วนนี้ก่อน แล้วค่อยเพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยในภายหลัง เพื่อไม่ให้เราสับสนหรือพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน”
ต่อยอดเทคโนโลยีบูรณาการข้อมูลถึงเกษตรกร
แต่เป้าหมายของเธอไม่ได้หยุดอยู่ที่การพัฒนาระบบภายในบริษัท
คุณแสงเดือนยังมีแนวคิดที่จะนำความรู้ด้านข้อมูลและเทคโนโลยีไปช่วยเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ ซึ่งเป็นต้นทางของธุรกิจ
ตัวอย่างที่เธอสนใจคือการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นในสวน เพื่อเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมให้เกษตรกรใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน
หากมีข้อมูลสภาพอากาศและแนวโน้มฝน เกษตรกรก็อาจวางแผนการดูแลต้นกล้วยไม้ การใส่ปุ๋ย หรือการฉีดพ่นสารต่าง ๆ ได้เหมาะสมขึ้น แทนที่จะเสียต้นทุนจากการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับสภาพอากาศ
“ดิฉันมองว่าข้อมูลมีประโยชน์ต่อทุกวงการ แต่เกษตรกรจำนวนมากอาจไม่มีเวลาหรือโอกาสเข้ามาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีเหมือนผู้ประกอบการ
แต่เรากับเกษตรกรอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน หากเกษตรกรสามารถลดต้นทุนและผลิตดอกไม้ได้มีคุณภาพมากขึ้น บริษัทก็ได้รับสินค้าที่ดี และลูกค้าปลายทางก็ได้รับประโยชน์ตามไปด้วย“
ฝากถึง SME ไทย อย่ารอให้เศรษฐกิจดีก่อนแล้วค่อยปรับตัว
คุณแสงเดือน บอกทิ้งท้ายด้วยว่า ว่าการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ง่ายขึ้นเพียงเพราะทุกคนมี AI ใช้
เพราะเมื่อเครื่องมือเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ใครมี AI แต่อยู่ที่ใครสามารถนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจได้มากกว่ากัน
“อยากให้ผู้ประกอบการอย่าคิดว่าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วจะทำอะไรก็ขายไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องปรับตัว เพราะหากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวในวันที่ธุรกิจยังไม่พร้อม ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นได้พัฒนาระบบของตัวเองไปก่อนแล้ว ก็อาจทำให้ต้องเริ่มต้นช้ากว่าคู่แข่ง“
ทั้งหมดคือ เรื่องราวของลีออร์คิดที่สะท้อนให้เห็นว่า การนำ AI มาใช้ในธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพง เพราะสุดท้ายแล้ว AI อาจไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา แต่การตั้งคำถามให้ถูกต้อง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งธุรกิจ