“ทองคำ”ยังเดือด กูรูเตือนสัปดาห์นี้หลายตัวเลขเศรษฐกิจอาจกดราคาลงต่อ แนะรอดูความชัดเจน ภาพรวมก่อนขยับเข้าสะสม ช่วยลดโอกาสติดดอย ขณะที่เกือบ 10 ปี พบ 10 เดือนแรกปี“2569”ลดลงแล้ว 2,450 บาท แต่หากคิดจากราคาสูงสุด ส่วนต่างกำไรหายไปแล้ว 19,450 บาท
หากคิดถึงการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในรอบ 10ปีที่ผ่านมา (2560 -2569) พบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับราคา ณ ปัจจุบัน (2พ.ย.) ที่ระดับ 62,500 บาท พบว่า ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 41,300 บาท หรือ 194% จากราคาสูงสุดของทองคำในประเทศปี 2560 อยู่ที่ 21,200 บาท และต่ำสุดที่ระดับ 19,250 บาท โดยตลอดทั้งปีดังกล่าว (2560) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 350 บาทจากปีก่อนหน้า (2559)
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากราคาสูงสุดที่ ราคาทองคำในประเทศสร้างสถิติไว้ในปีนี้ที่ระดับ 81,950 บาท กับราคาสูงสุดในปี 2560 ที่ระดับ 21,200 บาท พบว่า เพิ่มขึ้น 60,750 บาท หรือ 286%
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หากพิจารณาจากส่วนต่างของราคา จากราคาทองคำในประเทศปัจจุบัน กับสถิติสูงสุดที่สร้างไว้ช่วงต้นปี 2569 พบว่า มีส่วนต่างที่หายไป 19,450 บาท หรือลดลงไปแล้ว 32% จากช่วงต้นปี
นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2560 -2569) มีสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับราคาทองคำหลายเรื่อง โดยพบว่าราคาทองคำในประเทศมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 4 ครั้ง ได้แก่ ปี 2563 , ปี 2566 ปี2567 และปี 2568
เริ่มที่ปี 2563 ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงสุดที่ระดับ 30,400 บาท และต่ำสุดที่ระดับ 24,650 บาท ผลต่างทั้งปีเพิ่มขึ้น 5,300 บาท ถัดมาปี 2566 ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงสุด 34,400 บาท และต่ำสุด 29,650 บาท ผลต่างทั้งปีเพิ่มขึ้น 3,800 บาท จากนั้นปี 2567 ปรับตัวสูงสุด 44,550 บาท และต่ำสุด 33,400 บาท ผลต่างทั้งปีที่ระดับ 8,750 บาท และปี 2568 เพิ่มขึ้นสูงสุด 67,400 บาท และต่ำสุด 42,550 บาท ผลต่างทั้งปีเพิ่มขึ้น 22,550 บาท
ขณะที่ 10 เดือนของปี 2569 ถือเป็นปีที่สองสำหรับราคาทองคำในประเทศปรับลดลงสูงสุดในรอบ 10ปี โดยลดลงไปแล้ว 2,450 บาท จากราคาสูงสุด 81,950 บาท โดยมีราคาต่ำสุดระหว่างปีอยู่ที่ 62,200 บาท ขณะที่ก่อนหน้าปี 2561 ราคาทองคำเคยปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าทั้งปี 400
และหากพิจารณาจากราคาทองคำที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ ทำให้มีหลายฝ่ายเริ่มคิดว่า ราคาทองคำจะทุบแนวรับสำคัญหรือจุดต่ำสุดของปี 2569 ที่ระดับ 62,200 บาทหรือไม่ เพราะเริ่มมีการประเมินแล้วว่า ราคาอาจหลุดงไปถึงระดับ 60,000 บาทได้เช่นกัน
ปัจจัยที่กดดันทองคำในปัจจุบัน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงและอยู่ในภาวะพักฐาน (Sideway Down) ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 มาจนถึงปัจจุบัน สรุปประเด็นหลักๆ ได้ คือ 1.ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมายืนยันความแข็งแกร่ง (Strong Economic Data) ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ที่ขยายตัวในระดับสูง (แตะราว 3.4%) รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ (PCE / CPI) ที่ยังคงมีความเหนียวแน่น (Sticky Inflation) สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้
2.ความกังวลทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ("Higher for Longer" หรือความเสี่ยงการกลับมาขึ้นดอกเบี้ย) จากตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่ยังแกร่ง ทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์การผ่อนคลายนโยบายการเงินลง และเริ่มกลับมากังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจมีความจำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานกว่าเดิม หรืออาจส่งสัญญาณคุมเข้มเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลลบโดยตรงต่อทองคำเพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
3.แรงกดดันจากทิศทางค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (US Bond Yield)เมื่อความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยเปลี่ยนไป หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และบอนด์ยีลด์ทรงตัวในระดับสูง เป็นแรงผลักดันให้เกิดการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนจากสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่มีผลดอกเบี้ยอย่างทองคำ
และ4. แรงขายทำกำไรทางเทคนิค (Technical Profit-Taking)เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาทองคำขยับขึ้นไปทำจุดสูงสุดในระดับประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้เผชิญภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) เมื่อราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยา จึงเกิดแรงเทขายทำกำไรและตัดขาดทุน (Liquidation) ตามสัญญาณทางเทคนิคที่หลุดแนวรับย่อยลงมา
ปัจจัยที่ต้องติดตามในใกล้ชิด
ส่วนภาพรวมของสัปดาห์นี้ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ (2-6พ.ย.) ตลาดการเงินโลกและทิศทางราคาทองคำกำลังจะถูกขับเคลื่อนด้วยชุดข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคชุดใหญ่ เริ่มต้นตั้งแต่วันจันทร์ด้วยดัชนี ISM Manufacturing PMI ที่ถ้าหากออกมาสูงกว่าคาดและสะท้อนว่าภาคการผลิตยังคงแข็งแกร่ง ก็จะเป็นตัวจุดชนวนให้ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อและกดดันให้ทองคำร่วงลง แต่ถ้าภาคการผลิตชะลอตัวลงกว่าคาด ทองคำก็จะได้แรงหนุนให้รีบาวด์ขึ้น
ต่อเนื่องมาในวันอังคารที่จะมีรายงานตัวเลขตำแหน่งงานว่าง JOLTS ควบคู่ไปกับบรรยากาศการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งหากตัวเลขการจ้างงานยังคงตึงตัวหรือมีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ก็จะส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันราคาทองคำในฝั่งขาลง หรือหากมีความตึงเครียดทางการเมืองเพิ่มขึ้น ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยก็อาจได้อานิสงส์เชิงบวกเล็กน้อย
ถัดมาในวันพุธ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP จะทำหน้าที่เสมือนน้ำจิ้มเรียกน้ำย่อย หากเอกชนจ้างงานเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดก็จะยิ่งตอกย้ำภาพตลาดแรงงานร้อนแรงที่ส่งผลลบต่อทองคำ พร้อมๆ กับการติดตามตัวเลขเงินเฟ้อยุโรปที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ทางอ้อม
ขยับมาที่วันพฤหัสบดีกับการประชุมอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษที่จะเข้ามาสร้างความผันผวนให้ค่าเงินในตะกร้าหลัก และปิดท้ายด้วยไฮไลท์สำคัญที่สุดของสัปดาห์ในวันศุกร์กับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงาน หากตัวเลขการจ้างงานออกมาสูงและตลาดแรงงานแกร่งเกินคาด จะกลายเป็นแรงกระแทกชุดใหญ่ที่ผลักดันให้ดอลลาร์พุ่งและกดดันทองคำให้ร่วงหนัก
แต่ในทางตรงกันข้าม หากตัวเลขออกมาแย่กว่าคาดและชี้ให้เห็นว่าตลาดแรงงานกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจดึงราคาทองคำให้ดีดตัวกลับขึ้นมาจากโซนแนวรับได้อย่างรวดเร็ว
โอกาสการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงนี้
นักวิเคราะห์จาก Trading Economics ประเมินว่าราคาทองคำในตลาดโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านจนหลุดลงมาเคลื่อนไหวในโซนต่ำสุดในรอบเกือบหนึ่งปี (ต่ำกว่าระดับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์) โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงาน ซึ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจมีความจำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานกว่าที่เคยประเมินไว้
นอกจากนี้ ตลาดการเงินโดยรวมยังได้รับผลกระทบจากแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้นเทคโนโลยี) ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนสถาบันบางส่วนจำเป็นต้องทยอยขายทองคำออกมาเพื่อชดเชยสภาพคล่องและปิดความเสี่ยงในพอร์ตโดยรวม (Liquidation) อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมองว่ากรอบการเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้จะผันผวนสูงมากเพื่อรอผลพิสูจน์จากตัวเลขเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะฝั่งตลาดแรงงานสหรัฐฯ
ขณะที่มุมมองจากทีมนักวิเคราะห์เชิงเทคนิค และสำนักวิจัยสินทรัพย์ เช่น LiteFinance ประเมินโครงสร้างของราคาทองคำในช่วงนี้ว่ากำลังอยู่ในช่วงขาลงของการปรับฐานขนาดใหญ่ (Bearish Correction) หลังจากที่เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมองว่ากราฟราคากำลังอยู่ในคลื่นปรับฐานสำคัญ
โดยพวกเขาระบุว่าตราบใดที่ราคาทองคำยังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านสำคัญทางเทคนิค (เช่น โซน 4,420 ดอลลาร์) ได้ ทิศทางหลักในระยะสั้นยังคงเปิดโอกาสให้ฝั่งขาลง (Short) ได้เปรียบ โดยมีเป้าหมายการพักฐานถัดไปในโซนแนวรับลึกด้านล่าง นักวิเคราะห์กลุ่มนี้จึงแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ระมัดระวัง รอดูความชัดเจนของกรอบราคา และติดตามตัวเลขประกาศสำคัญประจำสัปดาห์อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่ม
ราคาจะหลุดลงไปถึง 3,700 ดอลลาร์หรือไม่ฯ
ขณะเดียวกัน มุมมองจากสำนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างประเทศ (เช่น BCA Research, RHB Research และทีมนักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก) ประเมินโอกาสที่ราคาทองคำโลก (Gold Spot) จะอ่อนตัวลงไปถึงโซน 3,700 – 3,800 ดอลลาร์ ว่า "มีความเป็นไปได้ปานกลางค่อนข้างสูงในเชิงเทคนิค" หากตัวแปรสำคัญทางมหภาคกดดันต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดและเหตุผลสนับสนุน คือ
1. โอกาสและความเป็นไปได้ในการลงไปถึงระดับ 3,700 - 3,800 ดอลลาร์ มุมมองจากฝ่ายวิเคราะห์ สถาบันการเงินอย่าง RHB Research และนักวิเคราะห์เชิงเทคนิคหลายสำนักระบุตรงกันว่า เมื่อราคาทองคำสูญเสียแนวรับสำคัญทางจิตวิทยา (เช่น การหลุดโซน 4,000 ดอลลาร์ลงมา) แรงส่งฝั่งขาลง (Bearish Momentum) จะเปิดทางให้ราคาไหลลงมาทดสอบแนวรับถัดไปที่โซน 3,800 ดอลลาร์ และหากแรงขายยังไม่หยุด มีโอกาสเห็นการย่อตัวลงลึกไปแตะกรอบล่างแถว 3,700 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรการปรับฐานปกติ หลังจากราคาพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดก่อนหน้านี้
2. ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนและกำหนดว่าราคาจะลงไปถึงหรือไม่ โดยทิศทางนโยบายการเงินและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ (US Macro & Fed Policy) จะเป็นตัวชี้วัด ทั้งนี้หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (โดยเฉพาะตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ) ยังคงออกมาแข็งแกร่งเกินคาด จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้ม "ตรึงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด (Higher for Longer)" ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ US Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากทองคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3.นอกจากนี้ ยังมาจากแรงขายทำกำไรและการล้างสถานะซื้อ (Liquidation & Margin Call)เพราะหลังจากที่กองทุนและนักลงทุนสถาบันสะสมสถานะซื้อ (Long Positions) ไว้จำนวนมากในช่วงขาขึ้น การที่ราคาหลุดแนวรับสำคัญจะกระตุ้นให้เกิดคำสั่งตัดขาดทุน (Stop Loss) และแรงเทขายอัตโนมัติ ซึ่งจะกดดันให้ราคาดิ่งลงมาหาแนวรับจิตวิทยาบริเวณ 3,800 หรือ 3,700 ดอลลาร์ ได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามความต้องการซื้อทองคำจริงเพื่อการลงทุนและธนาคารกลาง จะเป็นตัวเบรกไม่ให้ราคาร่วงหลุดลึกต่ำกว่า 3,700 ดอลลาร์ กล่าวคือแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก และแรงซื้อในตลาดจริง (Physical Demand) จากประเทศผู้บริโภครายใหญ่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ซึ่งหากราคาลงมาแตะโซนแนวรับลึกนี้ มักจะมีแรงซื้อช้อนกลับ (Buy-the-Dip) เข้ามาพยุงราคาไม่ให้ไหลลึกเกินไป
โดยมีการประเมินว่า หากราคาทองคำเคลื่อนไหวที่ระดับ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ จะเท่ากับราคาทองคำในประเทศที่ระดับ 60,700บาท และหากหลุดลงไปถึง 3,700 ดอลลาร์ จะเท่ากับราคาทองคำในประเทศ ปะมาณ 59,000 บาท
โอกาสในการรีบาวนด์ของราคา
ขณะเดียวกัน ในมุมมองของนักวิเคราะห์ตลาดและความเคลื่อนไหวทางเทคนิคปัจจุบัน โอกาสที่จะเห็นการรีบาวนด์ (Rebound) หรือการดีดตัวขึ้นช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะเผชิญแรงกดดันขาลงต่อ มีความเป็นไปได้สูงตามธรรมชาติของตลาดที่เพิ่งร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบปี ด้วยเหตุผล 1.เกิดแรงซื้อช้อนซื้อทางเทคนิค (Technical Buy-the-Dip)หลังจากที่ราคาทองคำ Spot ร่วงลงอย่างรุนแรงจนหลุดลงไปทำจุดต่ำสุดแถวๆ 3,875 ดอลลาร์ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ทำให้ราคาอยู่ในภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ในระยะสั้น จึงมักจะมีกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นและกองทุนเข้ามาทยอยซื้อคืน (Short Covering) ดันราคาให้รีบาวนด์กลับขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 3,900 ดอลลาร์ ในช่วงต้นสัปดาห์นี้
ด้วยปัจจัยหนุนชั่วคราวจากตลาดพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ย่อตัวลงบ้างในระยะนี้ ช่วยลดความกดดันเรื่องเงินเฟ้อชั่วคราว ส่งผลให้ทองคำได้รับอานิสงส์เชิงบวกและเกิดการฟื้นตัวขึ้นมาได้เล็กน้อยก่อนที่ตลาดจะไปโฟกัสกับตัวเลขเศรษฐกิจจริงช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์
ทำให้นักวิเคราะห์เทคนิคประเมินว่า การรีบาวนด์รอบนี้ยังมีลักษณะเป็น "Bearish Bounce" (การเด้งเพื่อลงต่อ) ภายใต้แนวโน้มขาลงใหญ่ โดยมีแนวต้านสำคัญระยะสั้นอยู่ที่โซน 3,920 - 3,950 ดอลลาร์ หากราคาดีดขึ้นไปแล้วไม่สามารถทะลุกรอบแนวต้านนี้ขึ้นไปยืนได้ ก็มีโอกาสสูงที่แรงขายระลอกใหม่จะกลับเข้ามา กดดันให้ราคาปรับตัวลดลงเพื่อไปทดสอบแนวรับล่างอีกครั้ง
มุมมองจากโบรกเกอร์ไทย
ส่วนมุมมองและบทวิเคราะห์จากสำนักค้าทองคำและนักวิเคราะห์ในประเทศไทย (เช่น InterGold, Ausiris และฮั่วเซ่งเฮง) ประเมินทิศทางราคาทองคำในช่วงสัปดาห์นี้ไว้อย่างสอดคล้องกับภาพใหญ่ระดับโลก โดยนักวิเคราะห์ไทยมองว่าในเชิงเทคนิค ราคาทองคำ Spot ทิ้งตัวลงแรงจนดัชนีโมเมนตัม RSI ลงไปแตะโซน Oversold ลึกระดับ 20 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าราคาลงมาค่อนข้างลึกในระยะสั้น ทำให้มีโอกาสเกิดรอบ Technical Rebound (ดีดตัวสลับขึ้น) บริเวณแนวรับสำคัญ
โดยประเมินกรอบแนวรับสำคัญในประเทศอยู่ที่บริเวณ 62,200 บาท (หรือ Gold Spot แถวๆ 3,880 ดอลลาร์) และมองแนวต้านระยะสั้นแถว 63,200 บาท (หรือ Spot ประมาณ 3,980 ดอลลาร์)
ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น "เสี่ยงซื้อเพื่อลุ้นเด้งสั้นๆ" (Buy-the-Dip) เมื่อราคาลงมาทดสอบโซนแนวรับสำคัญ แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวหรือผู้ที่จะเพิ่มน้ำหนักพอร์ต แนะนำให้ "รอดูความชัดเจนและการสร้างฐานราคา" เหนือแนวรับให้มั่นคงอย่างน้อย 2-3 วันทำการ หรือรอให้ผ่านพ้นเหตุการณ์ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ (Event Risk) ช่วงปลายสัปดาห์ไปก่อน เพื่อความปลอดภัยในการบริหารความเสี่ยง
สรุป
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ตลาดผันผวนหนักและอยู่ในโหมดปรับฐาน การ "ใจเย็น ไม่ผลีผลาม และรอจังหวะที่เหมาะสม" ถือเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยและฉลาดที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้ โดยนักลงทุนควรรอดูทิศทางและการสร้างฐานของราคา รวมถึงเกาะติดผลตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์นี้ให้ชัดเจนก่อน จะช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงและเข้าทำกำไรได้แม่นยำขึ้น