xs
xsm
sm
md
lg

ปักหมุด "พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่" ตามแนวคิด "All for Education" ปลดล็อกโรงเรียน-ครู เปิดทางเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



จับตาก้าวสำคัญปฏิรูปการศึกษาไทย “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่” วางรากฐานการเรียนรู้ระยะยาว ไม่สะดุดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ชูแนวคิด “All for Education” ระดมพลังรัฐ-เอกชน-ท้องถิ่น-ชุมชน ร่วมเป็นเจ้าของอนาคตการศึกษาไทย เปิด 3 โจทย์ใหญ่ ปลดล็อกโรงเรียน ลดภาระครู เปิดทางเลือกผู้เรียน รับโลกยุค AI และตลาดแรงงานอนาคต

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงทิศทางการปฏิรูปการศึกษาไทย ภายใต้หัวข้อ “Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” ในงานเสวนาที่จัดขึ้นโดย “มติชน” เมื่อเร็วๆ นี้ โดยระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนกฎหมายการศึกษาให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด All for Education ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

นายประเสริฐกล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีอายุเกือบ 27 ปีแล้ว ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล โซเชียลมีเดีย และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยภายในปี 2030 คาดว่าจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นทั่วโลก 170 ล้านตำแหน่ง ขณะที่งานเดิมจะหายไป 92 ล้านตำแหน่ง และทักษะในการทำงานเกือบ 40% จะเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับประเทศไทยยังเผชิญโจทย์ท้าทาย ทั้งจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง แรงงานมากกว่าครึ่งทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียน และประชากรเกือบ 3 ใน 4 ยังมีทักษะดิจิทัลไม่ถึงเกณฑ์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2029 จึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการศึกษาให้ผลิตกำลังคนได้ตรงกับความต้องการของประเทศ

ทั้งนี้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะทำหน้าที่เป็นเสมือน “ธรรมนูญการศึกษา” กำหนดทิศทางการพัฒนาการเรียนรู้ของประเทศให้มีความต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามวาระของรัฐบาลหรือการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี โดยยึดหลักว่าการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และครอบครัว

สำหรับความคืบหน้าในการจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ ผ่านกระบวนการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วประเทศ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้เห็นด้วยประมาณ 90% ขณะนี้การยกร่างเสร็จสมบูรณ์และส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบแล้ว ตั้งเป้าเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระแรกช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้

๐ ปลดล็อกโรงเรียน คืนเวลาครู เปิดทางเลือกผู้เรียน

สาระสำคัญของกฎหมายใหม่มุ่งปรับบทบาทกระทรวงศึกษาธิการ จากหน่วยงานที่เน้นการกำกับสั่งการ ไปสู่การสนับสนุนและปลดล็อกข้อจำกัดให้สถานศึกษา ครู และผู้เรียน สามารถพัฒนาการศึกษาได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

หนึ่ง เพิ่มอิสระให้โรงเรียน กระจายอำนาจบริหารจัดการ 4 ด้าน ได้แก่ งานทั่วไป วิชาการ บุคลากร และการเงิน พร้อมปรับระบบงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) เพื่อให้โรงเรียนบริหารงบประมาณได้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและบริบทของแต่ละพื้นที่ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส

สอง ลดภาระงานครู ทบทวนและลดงานที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ครูได้มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนและดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่ เนื่องจากครูเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดผลในห้องเรียนจริง

สาม เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้เรียน เปิดโอกาสให้เลือกเส้นทางการศึกษาได้หลากหลายตามความถนัดและความสนใจ ทั้งการเรียนในสถานศึกษาและนอกระบบ พร้อมรับรองคุณค่าของการเรียนรู้จากช่องทางต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน

นายประเสริฐกล่าวว่า แม้ผลการประเมิน PISA 2025 ของนักเรียนไทยจะปรับตัวดีขึ้น ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน รวมถึงอันดับด้านการศึกษาของ IMD ที่ขยับขึ้น แต่ยังมีความท้าทายสำคัญ โดยนักเรียนเกือบ 6 ใน 10 คนมีทักษะคณิตศาสตร์และการอ่านต่ำกว่าระดับพื้นฐานของ OECD ขณะที่เด็กและเยาวชนกว่า 600,000 คนยังอยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้เด็กกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในระยะต่อไป ช่วงปี 2028-2030 ประเทศไทยจะมุ่งพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้นทักษะดิจิทัล AI และการคิดวิเคราะห์ ก่อนเดินหน้าสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษากับนานาชาติ ทั้งการเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Global Education Meeting ร่วมกับ UNESCO ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม-2 เมษายน 2027 และการผลักดันวาระ ASEAN Zero Dropout ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนปี 2028

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการย้ำว่า การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย แต่เป็นการวางทิศทางการพัฒนาคนและประเทศในระยะยาว โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนตามแนวคิด All for Education เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ รองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกและการแข่งขันในอนาคต ./