AOT จ่อเปิดบริการ Premium Service ครบวงจร เจาะผู้โดยสารกลุ่มมีชื่อเสียง”ดารา นักร้อง นักธุรกิจ” ลุ้นครม.เคาะอาคารผู้โดยสารตะวันออก”สุวรรณภูมิ” 1.3 หมื่นล้าน ประมูล ปี 70 สร้าง 4 ปี รับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 70 ล้านคน/ปี ส่วนแผนแม่บทฯฉบับปี 68 เสนอคมนาคมแล้ว ดันสร้างอาคารทิศใต้-รันเวย์4 ย้ำลงทุนตาม Demand ไม่กระทบเงินสดในมือ
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) เปิดเผยว่า AOT เตรียมเปิดบริการใหม่ ของสนามบินสุวรรณภูมิ ในรูปแบบ Premium Service ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเป็นการให้บริการผู้โดยสารกลุ่มผู้มีชื่อเสียง ไอดอล ดารา นักร้อง รวมถึงกลุ่มนักลงทุน นักธุรกิจ หรือผู้โดยสารที่ต้องการบริการพิเศษ ที่เรียกร้องเข้ามา เป็นการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยผู้โดยสารจ่ายค่าบริการเพิ่ม และสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้บริการอะไรบ้าง โดยจะมี ทั้งขาเข้า ขาออก
ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิ มีการช่องทาง Fast Track ซึ่งเป็นบริการส่วนหนึ่ง ที่จะอยู่ใน Premium Service รูปแบบใหม่ที่จะทำให้ทั้งระบบเชื่อมกันแบบไร้รอยต่อ (Seamless ) ตลอดการเดินทางของผู้โดยสาร ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ซึ่ง AOT จะร่วมกับพาร์ทเนอร์ ที่มีประสบการณ์ และมาพร้อมกับลูกค้าทั่วโลก รวมถึงประสานกับสนามบินที่เป็น Sister Airport ในการดำเนินงาน โดยคาดว่าจะประกาศความชัดเจน ในเดือนพ.ย. 2569 นอกจากจะเพิ่ม Level Service แล้วจะสร้างรายได้เพิ่มด้วย
@ลุ้นครม.เคาะ “เทอร์มินัลตะวันออก” เร่งประมูลก่อสร้างปี 70
นางสาวปวีณากล่าวถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุนประมาณ 13,520 ล้านบาท ว่า ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการ ซึ่งล่าสุดได้มีการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเตรียมบรรจุวาระการพิจารณาของครม.แล้ว โดยหลังครม.อนุมัติ จะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดประกวดราคาได้ในปี 2570 เนื่องจากได้จัดทำ TOR เตรียมไว้แล้ว ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี
ปัจจุบัน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 60 ล้านคนต่อปี ประกอบด้วย อาคารผู้โดยสารหลัก รองรับ 45 ล้านคนต่อปี และอาคาร SAT-1 รองรับ 15 ล้านคนต่อปี ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 มีจำนวนผู้โดยสารประมาณ 64 ล้านคน ซึ่งได้นำเทคโนโลยีต่างๆ ระบบเช็คอินและตรวจบัตรโดยสารอัตโนมัติ และระบบตรวจสัมภาระที่มีความรวดเร็ว แก้ไขจุดที่เป็นคอขวด และลดความแออัด ส่วนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก จะเป็นการเพิ่มพื้นที่บริการ ทั้งเคาน์เตอร์เช็คอิน และสายพานรับกระเป๋า สามารถรองรับได้เพิ่มอีกประมาณ 10 ล้านคนต่อปี เพิ่มขีดความสามารถในภาพรวมเป็น 70 ล้านคนต่อปี
นอกจากนี้ ยังได้ เสนอแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) ไปที่กระทรวงคมนาคมแล้วเพื่อเสนอครม.รับทราบ ที่สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะมีการทบทวน ทุกๆ 5 ปี ตลอด 20 ปี แผนแม่บทฯนี้ เป็นฉบับที่ 5 แล้ว หลังครม.รับทราบจะทำให้เกิดความชัดเจนและยึดเป็นแผนหลักในการพัฒนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แทนแผนแม่บทฉบับปี 2546 ซึ่งเรื่องแผนแม่บทในอดีตคลาดเคลื่อนพอสมควร และไม่ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องเทอร์มินอลตัดแปะ อีกด้วย
แผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) จะขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร จากปัจจุบัน 60 ล้านคนต่อปีเป็น 120 ล้านคนต่อปี โดยจะมีโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และรันเวย์ที่ 4 คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 6-7 ปี ซึ่งในส่วนของ โครงการก่อสร้าง อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ ถือเป็นการลงทุนที่ทอท.ต้องเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และครม. ก่อนดำเนินการต่อไป
อีกโครงการที่เตรียมเสนอครม.ขออนุมัติคือ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งมีการปรับปรุงขยายกรอบวงเงินลงทุนจากที่ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2565 ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท รองรับผู้โดยสารที่ 40 ล้านคนต่อปี
@วางแผนลงทุน ตาม Demand ไม่กระทบสถานะการเงิน
นางสาวปวีณากล่าวว่า AOT ได้มีการปรับปรุงแผนการลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะการลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มีมูลค่าสูงและใช้เวลาก่อสร้างนาน จึงต้องมีการวางแผนการเงินและการลงทุนที่รอบคอบ ตามความต้องการหรือ Demand ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเงินลงทุนจม แต่ปัญหาคือ หากลงทุนช้าไปก็อาจจะทำให้ประเทศเสียโอกาส ดังนั้น จึงได้เตรียมวางแผนการลงทุน ที่ไม่กระทบการเงินของทอท.ไว้แล้ว โดยพิจารณาประเมินการลงทุน ร่วมกับการใช้จ่ายเงินสดและหากต้องกู้ได้มีการพิจารณารูปแบบ อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม
“ในช่วง 2-3 ปี กรณีที่จะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก AOT ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน เนื่องจากทอท.มีแผนการดำเนินงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีเงินสดหมุนเวียนมากกว่าหมื่นล้านบาท”
@รอคลัง ชงครม. ฟื้นดิวตี้ฟรีขาเข้า
นางสาวปวีณา กล่าววว่า การกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ขาเข้า อีกครั้ง เรื่องนี้ทาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้นำเสนอ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณา เพื่อนำเสนอครม.เพื่อทราบ ในส่วนของ AOT นั้น จะมีการประกาศแผนการใช้พื้นที่ใหม่ โดยส่วนของดิวตี้ฟรี จะเป็น จุดรับสินค้า (Duty Free Pick Up) เป็นหลัก ส่วนพื้นที่ขายของร้านค้าอาจจะไม่มากเท่าเดิม เนื่องจากพื้นที่บางส่วนได้นำไปใช้ในการให้บริการผู้โดยสารแล้ว
“AOT จะเจรจากับทางคิงเพาเวอร์ฯด้วย เพราะการจะกลับมาเปิดดิวตี้ฟรี ต้องใช้เงินลงทุน ทั้งปรับพื้นที่ วางระบบ สต๊อกสินค้า และกำลังคน”