xs
xsm
sm
md
lg

วราวุธสั่งลุย! ตรวจ 3,049 โรงงานทั่วประเทศ สกัดกากพิษ ย้ำผิดจริงไม่มีละเว้น เร่งปิดจ๊อบ ธ.ค.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดปฏิบัติการตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ทั่วประเทศ สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม 3,049 โรงงาน มุ่งเป้าพื้นที่เสี่ยงและโรงงานที่มีประวัติถูกร้องเรียน หลังพบปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมและของเสียอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ย้ำผู้ประกอบการทุกรายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายมาตรฐานเดียวกัน หากพบกระทำผิดดำเนินการเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น ตั้งเป้าตรวจพื้นที่เสี่ยงให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน ก่อนขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศภายในเดือนธันวาคม 2569

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธเป็นประธานเปิดปฏิบัติการตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายกับโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์ โดยมีนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ก่อนปล่อยขบวนรถลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานเป้าหมายทั่วประเทศ

นายวราวุธกล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมจะมองเฉพาะตัวเลขการลงทุน มูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือจำนวนโรงงานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและผลกระทบต่อชุมชนควบคู่กันไป เพราะการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต้องไม่แลกมาด้วยสุขภาพของประชาชนและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการกากอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่หากดำเนินการไม่ถูกต้อง ทั้งการลักลอบทิ้ง ฝังกลบ หรือจัดเก็บของเสียอันตรายโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ย่อมสร้างความเสี่ยงต่อดิน น้ำ อากาศ และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งกระบวนการประกอบกิจการ การรับและส่งต่อกากอุตสาหกรรม ระบบจัดเก็บของเสีย ตลอดจนมาตรการป้องกันและบำบัดมลพิษ หากพบความผิดปกติหรือมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตราย ต้องเร่งใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุมและแก้ไขปัญหา ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญผลกระทบต่อไป

นายวราวุธย้ำว่า กฎหมายต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ประกอบการทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดใหญ่ หากพบการกระทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ทั้งการสั่งแก้ไข ระงับการกระทำผิด หยุดประกอบกิจการ หรือดำเนินคดี ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้อง และให้ผู้ฝ่าฝืนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
สำหรับแผนตรวจสอบโรงงานเป้าหมาย 3,049 แห่ง กระทรวงฯ จะใช้ข้อมูลความเสี่ยงเป็นตัวกำหนดลำดับความสำคัญ โดยเน้นโรงงานที่มีข้อร้องเรียน มีประวัติฝ่าฝืนคำสั่ง หรือมีข้อมูลความผิดปกติเป็นลำดับแรก พร้อมกำชับว่า การตรวจสอบจะไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่ให้ครบตามจำนวน แต่ต้องติดตามผลจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข หากพบความผิดต้องดำเนินการต่อเนื่องจนถึงที่สุดตามกระบวนการกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ได้วางกลไกการทำงานผ่าน นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมการทำงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยบูรณาการกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ให้ทำงานร่วมกัน ทั้งด้านข้อมูล บุคลากร และการติดตามปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแลหรือปล่อยให้เรื่องร้องเรียนค้างอยู่โดยไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดกรอบเวลาการตรวจสอบเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่ม A ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ส่วนกลุ่ม B ได้แก่ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี ต้องตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 ขณะที่กลุ่ม C ซึ่งครอบคลุมจังหวัดที่เหลือและกรุงเทพมหานคร กำหนดให้ดำเนินการให้ครบภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมรายงานความคืบหน้าและปัญหาอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง

นายวราวุธกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกหน่วยงานต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน ยึดความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะเป้าหมายของภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงการควบคุมโรงงาน แต่คือการสร้างหลักประกันให้ประชาชนมั่นใจว่า โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมาย ไม่สร้างภาระให้ชุมชน และไม่ผลักต้นทุนความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมให้สังคมเป็นผู้แบกรับ หัวใจสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้จึงอยู่ที่การทำให้คำสั่งตรวจ 3,049 โรงงานเกิดผลจริง ไม่ใช่ตรวจครบตามตัวเลขแล้วจบ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือการหยุดปัญหากากพิษและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค