ลุ้นราคาอ้อยขั้นต้นปี2569/2570 ทะลุ 1,000 บาท หลังราคาน้ำตาลโลกพุ่งเฉียด21เซนต์ต่อปอนด์ หลังอุปทานน้ำตาลโลกตึงตัว สอน.ผลักดันอุตฯอ้อยและน้ำตาลไทย “เติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพึ่งพาตนเองได้” ชงของบกลาง 7พันล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด 100% คาด2เดือนเงินถึงมือชาวไร่อ้อย
นายธวัช หะหมาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายว่า สอน. อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรม จากเดิมที่เน้น "เติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน" ไปสู่ "เติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพึ่งพาตนเองได้" เนื่องจากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ไปแล้วกว่า 36,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไร่และลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5
ที่ผ่านมาชาวไร่อ้อยเรียกร้องเงินสนับสนุนการตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นส่วนต่างต้นทุนจริงระหว่างการตัดอ้อยสดกับการเผาอ้อย ขณะที่ภาครัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 กำหนดนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงแก่เกษตรกรในลักษณะจ่ายต่อตันอีกต่อไป ประกอบกับติดเงื่อนไขตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาผลผลิตปี 2568/2569 ชาวไร่สามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาลงได้น้อยมาก ดังนั้น สอน. จึงอยู่ระหว่างการขอจัดสรรงบกลางรัฐบาล วงเงิน 7,081 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด 100% ส่งโรงงาน ในอัตราตันละ 69 บาท ซึ่งครอบคลุมปริมาณอ้อยประมาณ 102 ล้านตัน โดยจะเสนอครม. เร็วๆนี้ คาดว่าจะสามารถจ่ายให้ชาวไร่ได้ภายใน 2 เดือน
สำหรับส่วนต่างอีก 51 บาท เพื่อให้ครบตามข้อเรียกร้อง 120 บาทต่อตันนั้น คณะกรรมการสอน. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้พิจารณาจัดหาจากแหล่งเงินอื่น เช่น เงินจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายต่อไป
สำหรับการเพิ่มรายได้เข้ากองทุนฯ โดยปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน ทำได้ยาก เพราะส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน และไทยส่อถูกประเทศบราซิลยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) จากการขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อชดเชยเกษตรกรด้วย เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดโลก
นายธวัช กล่าวว่า แนวโน้มฤดูการผลิตปี 2569/2570 ไทยจะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบอยู่ที่ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 105.86 ล้านตัน เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตน้ำตาลทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 179-180 ล้านตัน ใกล้เคียงกับความต้องการบริโภค ส่วนหนึ่งเกิดจากประเทศอินเดียนำอ้อยไปผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้นและลดการส่งออก ทำให้อุปทานน้ำตาลในตลาดโลกลดลง โดยประเทศไทยส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยผลผลิตน้ำตาลประมาณ 80% ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ มีตลาดหลักคือประเทศอินโดนีเซีย
ส่งผลให้ปัจจุบันราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวขึ้นมาใกล้ระดับ 21 เซนต์ต่อปอนด์ สูงขึ้นจากปีก่อนที่ราคาน้ำตาลโลกลดลงไปอยู่ที่ 16.98 เซนต์ต่อปอนด์ ดังนั้นราคาอ้อยขั้นต้นปี2569/2570 คาดว่าอยู่ที่ 1000บาท สูงกว่าปีก่อนที่ 890 บาทต่อตัน
“ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการคำนวณราคาขั้นต้นก่อนเปิดหีบ แต่ทิศทางราคาในปีนี้ค่อนข้างดีและมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น คาดว่ามีโอกาสที่จะได้เห็นราคาอ้อยระดับ 1,000 บาทต่อตันอย่างแน่นอน”
ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 สำหรับฤดูหีบปี 2569/2570 สอน. ได้ยกระดับมาตรการควบคุมอ้อยไฟไหม้ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ได้แก่
1. จำกัดสัดส่วนอ้อยเผารายวัน กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 15% ต่อวัน (ปรับลดจากปีก่อนหน้าที่กำหนดไว้ 20% ต่อวัน ซึ่งหากเกินเกณฑ์มีบทปรับ 130 บาทต่อตันส่งเข้ากองทุนฯ)
2. เพดานอ้อยเผาภาพรวมทั้งปี ตั้งเป้าหมายให้มีอ้อยไฟไหม้รวมทั้งประเทศไม่เกิน 5% ต่อปี หลังจากที่ฤดูกาลก่อนหน้าทำผลงานได้ดีที่ระดับ 3.8%
3. หยุดรับอ้อยช่วงเทศกาลปีใหม่ กำหนดให้หยุดตัดและงดขนส่งอ้อยเข้าโรงงานเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ท่องเที่ยวและเดินทางกลับบ้านในช่วงวันหยุดยาวของประชาชน