เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธ แต่กรณีแนวคิดปรับเกณฑ์ใบอนุญาตขับรถสำหรับผู้มีอายุ 55 ปีขึ้นไปของกระทรวงคมนาคม กลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ จนเกิดคำถามตามมาว่า นี่คือการยกระดับความปลอดภัยทางถนนอย่างมีหลักวิชาการ หรือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่คิดจากมุมของหน่วยงานราชการมากกว่าความเป็นจริงของประชาชน
ทั้งนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตรวจสอบสมรรถภาพของผู้ขับขี่ เพราะการประเมินสายตา การตอบสนอง และความพร้อมของร่างกายเป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ เหตุใดจึงกำหนดอายุ 55 ปีเป็นเส้นแบ่ง ทั้งที่คนวัยนี้จำนวนมากยังทำงาน ขับรถประกอบอาชีพ ดูแลครอบครัว และใช้รถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ขณะที่คนอายุน้อยกว่าก็ใช่ว่าจะมีความสามารถในการขับขี่เหนือกว่าทุกคน
ส่วนการกำหนดอายุเป็นเกณฑ์จึงต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า ใช้ข้อมูลทางการแพทย์ สถิติอุบัติเหตุ หรือผลการศึกษาด้านสมรรถนะการขับขี่ชุดใดมารองรับ ไม่ใช่เพียงหยิบตัวเลขอายุขึ้นมาแล้วบอกว่าเป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัย เพราะหากไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นการเหมารวมประชาชนตามช่วงวัย
ที่สำคัญ ประเด็นนี้กระทบความรู้สึกของผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพจำนวนมาก ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่ประชาชนได้รับมาตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ในเวลานั้น แม้กรมการขนส่งทางบกจะออกมายืนยันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมว่า ยังไม่มีนโยบายยกเลิกหรือเรียกคืนใบขับขี่ตลอดชีพ และผู้ถือใบอนุญาตเดิมยังใช้ได้ตามกฎหมาย แต่ความเสียหายด้านความเชื่อมั่นเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นมีการสื่อสารแนวคิดเกี่ยวกับการทบทวนสมรรถนะและมาตรการสำหรับผู้ขับขี่สูงวัย จนทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงสิทธิในการใช้ใบขับขี่ที่ถืออยู่
ขณะที่คำถามคือ ทำไมกระทรวงคมนาคมจึงไม่จัดทำรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนนำเรื่องออกมาสื่อสารกับสังคม นโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนหลายล้านคนไม่ใช่เรื่องที่จะทดลองปล่อยข่าวหรือเสนอแนวคิดกันไปก่อน แล้วปล่อยให้หน่วยงานระดับกรมออกมาชี้แจงแก้ความเข้าใจภายหลัง เพราะสุดท้ายคนที่ต้องรับผลจากความสับสนก็คือประชาชน
ยิ่งไปกว่านั้น หากมองปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของไทยอย่างจริงจัง จะพบว่ายังมีปัญหาอีกมากที่กระทรวงคมนาคมต้องเร่งจัดการ ทั้งถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน จุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก รถโดยสารและรถบรรทุกที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด การบังคับใช้กฎหมายจราจร ตลอดจนพฤติกรรมขับรถเร็วและการขับขี่โดยประมาท ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรังแล้วหันมาให้น้ำหนักกับการตรวจสอบผู้ขับขี่ตามช่วงอายุเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามถ้ากระทรวงคมนาคมต้องการลดอุบัติเหตุจริง ควรตอบให้ได้ว่ามาตรการนี้จะลดอุบัติเหตุได้มากน้อยเพียงใด มีข้อมูลเปรียบเทียบหรือไม่ และจะจัดการกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อย่างไร เพราะความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของคนขับเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสภาพถนน คุณภาพรถ การบังคับใช้กฎหมาย และระบบขนส่งทั้งหมด
อีกเรื่องที่กระทรวงคมนาคมต้องคิดให้ไกลกว่าการออกระเบียบ คือประชาชนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ไม่มีรถโดยสารสาธารณะให้เลือกใช้ในชีวิตประจำวัน หลายคนต้องขับรถไปโรงพยาบาล ไปตลาด ไปทำงาน หรือเดินทางไปทำธุระจำเป็น หากวันหนึ่งรัฐกำหนดเงื่อนไขจนคนกลุ่มนี้ไม่สามารถขับรถได้ แล้วรัฐมีระบบขนส่งอะไรมาให้ทดแทนหรือไม่ หรือจะปล่อยให้ประชาชนต้องแบกรับข้อจำกัดในการเดินทางกันเอง
ส่วนการตรวจสมรรถภาพควรเป็นเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง ไม่ใช่เครื่องมือตัดสินคนจากตัวเลขอายุ คนอายุ 60 หรือ 70 ปีที่มีความพร้อมอาจขับรถได้ปลอดภัย ขณะที่คนอายุ 30 หรือ 40 ปีที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็อาจก่ออุบัติเหตุร้ายแรงได้เช่นกัน นโยบายที่เป็นธรรมจึงควรพิจารณาความสามารถของแต่ละคนตามหลักวิชาการ พร้อมกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการประเมินซ้ำหรืออุทธรณ์ได้
สิ่งที่กระทรวงคมนาคมควรทำในเวลานี้ไม่ใช่การเร่งสร้างกติกาใหม่เพื่อแสดงให้เห็นว่ากำลังทำงาน แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงชี้แจงให้ชัดว่าหลักเกณฑ์ใดเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว หลักเกณฑ์ใดเป็นเพียงแนวคิด และใครจะได้รับผลกระทบอย่างไร
ขณะที่กระทรวงคมนาคมต้องเข้าใจด้วยว่า การบริหารนโยบายสาธารณะไม่ใช่การคิดมาตรการจากโต๊ะประชุมแล้วค่อยให้ประชาชนปรับตัวตาม แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจชีวิตจริงของประชาชนก่อน โดยเฉพาะนโยบายที่อาจกระทบสิทธิในการเดินทางและการประกอบอาชีพของคนจำนวนมาก
สุดท้ายแล้ว การลดอุบัติเหตุเป็นภารกิจที่รัฐต้องทำ แต่การทำให้ถนนปลอดภัยไม่ควรกลายเป็นการสร้างภาระให้ประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน กระทรวงคมนาคมต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลและผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงคำประกาศว่าทำทุกอย่างเพื่อความปลอดภัย
เพราะประชาชนไม่ได้คัดค้านความปลอดภัย แต่กำลังตั้งคำถามกับวิธีคิดและวิธีบริหารนโยบายของกระทรวงคมนาคมว่า ก่อนจะออกกติกาให้คนอื่นปฏิบัติตาม ได้คิดรอบด้านและเข้าใจปัญหาของประชาชนดีพอแล้วหรือยัง