xs
xsm
sm
md
lg

สศอ.ใช้ Chain-link ดัน MPI ก.ย. 69 โต 2.05% จาก “ไทยช่วยไทยพลัส” AI - Data Center

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สศอ. จัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ด้วยวิธีเชื่อมโยงแบบลูกโซ่ (Chain-link Approach) ส่งผลให้ MPI เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 101.37 ขยายตัวร้อยละ 2.05 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาส 3 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 3.40 จากไทยช่วยไทยพลัส -ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และ Data Center ชี้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยเติบโตต่อเนื่อง หลังก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ. ได้เริ่มการจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยวิธีเชื่อมโยงแบบลูกโซ่ (Chain-link Approach) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 101.37 ขยายตัวร้อยละ 2.05 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 60.58 ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 100.30 ขยายตัวร้อยละ 3.40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 59.98 มาจากการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยบรรเทา
ภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ยังคงกระตุ้นกำลังซื้อภาคประชาชนต่อเนื่องมาจากเดือนก่อนหน้า ส่งผลดีต่อการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์

รวมถึงมาตรการบรรเทาต้นทุนพลังงานโดยปรับลดราคาค่าไฟฟ้างวด ก.ย. - ธ.ค. 2569 จาก 3.95 เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยลดต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพ อีกทั้ง ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และ Data Center ขยายตัว ส่งผลดีต่อการผลิตและการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยตามอุปสงค์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น

แต่มีปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบราคาพลังงานและค่าขนส่ง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการมีความผันผวน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงาน ซึ่งเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการอาจมีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาจำหน่าย ซึ่งกดดันอัตรากำไรและความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูก ตลาดในประเทศเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น กระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการไทย สินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป เหล็กแผ่น และผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น

“สศอ. ได้จัดทำดัชนี MPI โดยใช้วิธีเชื่อมโยงแบบลูกโซ่ (Chain-link Approach) ตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ (UN Recommendation) เพื่อให้สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสมรวดเร็ว สามารถวัดชีพจรภาคอุตสาหกรรมได้ทันต่อบริบทการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเทคโนโลยี และความต้องการสินค้าในตลาดโลก” นายศุภกิจกล่าว


ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนตุลาคม 2569 “ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น” โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณปกติ โดยได้รับผลดีจากการส่งออกและการลงทุนที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ปัญหาอุทกภัยกระทบเส้นทางการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า รวมถึงความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ การประท้วงและการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

“อุตสาหกรรมที่น่าจับตามองคือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ซึ่งเติบโตต่อเนื่องตามกระแส Pet Humanization โดยตั้งแต่ปี 2567 ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก และในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออก 2,899 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่งตลาดโลกร้อยละ 10.3 ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกยังขยายตัวร้อยละ 7.57 นอกจากนี้ MPI อาหารสัตว์เลี้ยงในเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวร้อยละ 12.07 และช่วง 8 เดือนแรกของปีขยายตัวร้อยละ 11.27 สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมที่มีทั้งห่วงโซ่อุปทานในประเทศ มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ และความสามารถในการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด” นายศุภกิจ กล่าว

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนกันยายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวร้อยละ 27.28 จาก Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดโลก ,อุปกรณ์สื่อสาร ขยายตัวร้อยละ 50.31 ตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่ม Data Center ทั่วโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตในไทยขยายกำลังการผลิต โดยมียอดการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่าเท่าตัว ,คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัวร้อยละ 8.38 จาก Hard Disk Drive (HDD) เป็นหลัก ส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนกันยายน 2569 ได้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวร้อยละ 5.93,พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัวร้อยละ 13.22 ,ยานยนต์ หดตัวร้อยละ 6.22