SCCลุ้นปี70 เติบโตอย่างมีนัยะ หลังรับรู้กำไรจากการSynergyควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยของ PTTGCและSCGC โครงการอีเทนLSPที่เวียดนามรวม 350-360ล้านเหรียญสหรัฐในปีแรก ตอกย้ำการเงินแข็งแกร่ง ลั่นปี69 มีAdjusted Cash EBITDA เกิน 6 หมื่นล้านบาท หลัง9เดือนแรกทำได้ 5.7หมื่นล้านบาท
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่าในปี2570 บริษัทฯยังมุ่งต่อยอดการทรานฟอร์มธุรกิจที่ทำมาต่อเนื่องให้เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจน ทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ อาทิ การควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์กับพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยระหว่างบมจ. เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) และบมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล( PTTGC ) ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่ระดับโลก ตั้งเป้าหมายสร้างประโยชน์จากการการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy)ราว 150-200ล้านเหรียญสหรัฐภายใน3ปี คาดว่าบริษัทร่วมทุนใหม่จะจัดตั้งแล้วเสร็จในครึ่งปีหลัง 2570 โดยSCGC ถือหุ้น44% จะสร้างกระแสเงินสดและผลกำไรที่ดีขึ้น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนในโรงงาน ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP )เวียดนาม ช่วยลดต้นทุนได้ถึง 250 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วกว่าแผนที่กำหนดเบื้องต้นในกลางปี 2570 โดยจะซื้ออีเทนตลาดจรมาป้อนโรงงานLSP ก่อน ทำให้ในปี2570 SCC จะรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยะจาก 2 โครงการดังกล่าวราว 350-360ล้านเหรียญสหรัฐในปีแรก
โดยในปี2569 บริษัทฯ มี Adjusted Cash EBITDA มากกว่า 60,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันที่เร่งทำต่อเนื่อง ทำให้ผลประกอบการ 9 เดือนของปี 2569 บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% หากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่น ๆ Adjusted Profit อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท และรายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%
ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3/2569 อยู่ที่ 75,147 ล้านบาท ซึ่งการทรานฟอร์มธุรกิจช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานผันผวน ซึ่งประเมินในปี2570 ทิศทางราคาพลังงานยังผันผวนในระดับที่สูง ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้ายังมีผลต่อเนื่อง ขณะที่จีนยังมีกำลังการผลิตที่ล้นตลาด ขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังน่ากังวลโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังเป็นรูปตัวK Shape
ยอมรับว่าในปี 2569 เป็นหนึ่งในปีที่ธุรกิจเผชิญบททดสอบหนักที่สุด ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่SCCเร่งทรานฟอร์มธุรกิจสร้างความเข้มแข็งสู่การเติบโตระยะยาวผ่าน 3 ด้าน คือ 1) สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจด้วยการผนึก SCGC และ PTTGC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก พร้อมเร่งโครงการอีเทนที่เวียดนาม รวมทั้ง ขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน
2) เสริมความเข้มแข็งทางการเงินโดยการปรับลดหนี้สินสุทธิต่อเนื่อง 3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics ทั่วทั้งอาเซียน
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า งบลงทุนสำหรับปี 2569 อยู่ที่ 30,000 ล้านบาท โดย 9 เดือนแรกของปีนี้ใช้ไปแล้ว 18,000 ล้านบาท คาดไตรมาส 4/2569 ยังมีโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุน ทั้ง โครงการ LSP และ SCGP ดังนั้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนปีนี้ตามแผน
สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) นอกเหนือจากการผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยร่วมกับ PTTGC จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก มุ่งสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย ขณะที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) กลับมาเดินโรงงานตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2569 หลังหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ตามแนวทาง One CBM เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF) อยู่ที่ 25%-35% ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ได้ต่อยอดการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย รวมถึงบูรณาการเครือข่ายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย เสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง