xs
xsm
sm
md
lg

PTTGCผนึกSCGC ตั้งบ.ร่วมทุนใหม่ก้าวสู่ผู้นำธุรกิจโอเลฟินส์TOP10โลก-อันดับ1ในอาเซียน จับตา! เปิดทางบ.ใหม่ถือหุ้นLSPที่เวียดนามในอนาคต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ดีลประวัติศาสตร์! เมื่อยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมีของไทยทั้งPTTGC และSCGC บรรลุการควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย มูลค่า 1.86แสนล้านบาท ก้าวสู่ผู้ผลิตโอเลฟินส์รายใหญ่ติดอันดับTOP 10ของโลก และอันดับหนึ่งในอาเซียน เตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ในปี70 รับรู้การsynergy 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน3ปี “SCC”เปิดทางหากบริษัทร่วมทุนใหม่ สนใจถือหุ้นในโรงงาน LSP ที่เวียดนาม

บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ในกลุ่มปตท. และบมจ. เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ( SCC ) บรรลุข้อตกลงในสาระสำคัญและกรอบเงื่อนไขหลัก (Key Terms) เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Potential Joint Venture) ในสายธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย มูลค่า 1.86 แสนล้านบาท นับเป็นดีลควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์ฯประวัติศาสตร์ที่ใหญ่สุดในอาเซียน

โดยทั้งสองบริษัทได้กำหนดขอบเขตสินทรัพย์ที่จะนำมารวมกันอย่างชัดเจน ดังนี้ PTTGC จะนำสินทรัพย์โรงงานผลิตโอเลฟินส์, โรงงาน PE ในไทย รวมถึงเงินลงทุนในบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด เข้ามารวมในโครงสร้างบริษัทใหม่ส่วนSCGC จะนำสินทรัพย์ในไทย ได้แก่ โรงงานผลิตโอเลฟินส์ (Crackers), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE), โรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) พร้อมเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุน อาทิ สยามโพลิเอททีลีน, สยามเลเทกซ์สังเคราะห์, ไทย เอ็มเอ็มเอ และกรุงเทพ ซินธิติกส์ เข้ามาร่วม ส่งผลให้บริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก และรายใหญ่อันดับหนึ่งในอาเซียน โดยพิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน 

คาดว่าจะสามารถสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกันในแต่ละปี (Recurring annual synergy) มูลค่ามากกว่า 5,100-6,800 ล้านบาทต่อปี (หรือประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)โดยทยอยรับรู้ประโยชน์ดังกล่าวได้เต็มที่ภายในประมาณ 3 ปี โดยปีแรกจะรับรู้กำไรการSynergy เข้ามา30% ของ 150-200ล้านเหรียญสหรัฐ และปีถัดไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บริษัทร่วมทุนใหม่ที่จัดตั้งขึ้น ทาง PTTGC จะเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 56% เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วน 44% มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมหลังหักสำรองตามกฎหมาย


การรวมธุรกิจครั้งนี้เป็นการดึงจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาเสริมกัน โดย PTTGC มีจุดแข็งและความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา LPG โพรเพน และอีเทน ควบคู่กับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ และความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานและปิโตรเคมีโลก พร้อมด้วยความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งานของลูกค้า

ขณะที่ SCGC มีความแข็งแกร่งในด้านธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งความเชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยร่วมกับลูกค้าเพื่อเปลี่ยนโจทย์ธุรกิจและไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมออกสู่ตลาดได้จริง ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน i2P Center (Ideas to Products) หรือศูนย์นวัตกรรมครบวงจร
เมื่อผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้าและสร้างโซลูชันใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต เช่น ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง เมื่อต้นน้ำแข็งแกร่งธุรกิจปลายน้ำก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย

อีกหนึ่งข้อดีสำคัญคือฐานการผลิตของทั้งสองบริษัทที่ตั้งอยู่ใกล้กันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของประเทศไทย การผนึกกำลังจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองบริษัทบริหารจัดการวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ทั้งระบบท่อส่งวัตถุดิบ ระบบสาธารณูปโภค และระบบสนับสนุนการผลิต ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของแต่ละบริษัทมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน


นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้มุ่งต่อยอดมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย สู่ศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้ง PTTGC และ SCGC เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมปลายน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ประกอบการ SME ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดส่งออก


ด้านนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า เรานำจุดแข็งที่แตกต่างและเกื้อหนุนกันของทั้งสององค์กรมาผสานเพื่อสร้างธุรกิจที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบและฐานการผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งหากพิจารณาจากกำลังการผลิต การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางปิโตรเคมีของภูมิภาค ๅพร้อมขึ้นสู่อันดับ 10 ของโลก ซึ่งทำให้มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น แม้จะเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนในสภาวะตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการเจรจากับพาร์ทเนอร์ต่างชาติที่ร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์เกี่ยวกับการควบรวมกับPTTGC พบว่าไม่มีพันธมิตรรายใดถอนตัวแต่อย่างใด

ส่วนแผนการขยายการลงทุนในอนาคต บริษัทร่วมทุนใหม่นอกจากมุ่งเน้นการสร้างSynergy ให้บรรลุเป้าหมายภายใน3ปีแล้ว ก็จะแสวงหาโอกาสการลงทุนในอนาคต และหากสนใจจะเข้ามาร่วมถือหุ้นในโรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม ที่SCCถือหุ้นอยู่ ก็มีความเป็นไปได้


สำหรับไทม์ไลน์ขั้นตอนจากนี้ บริษัททั้งสองเตรียมจัดส่งหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2569 และกำหนดจัดประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 โดยคาดว่าจะดำเนินการยื่นคำขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนจะเดินหน้าจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างเป็นทางการภายในครึ่งหลังของปี 2570

หลังจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จ SCC จะบันทึกการลงทุนดังกล่าวเป็น “บริษัทร่วม” และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) โดยสินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทยภายใต้บริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์นี้จะไม่ถูกรับรู้ในงบฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนของ SCC นอกจากนี้ประโยชน์ร่วมที่คาดว่าจะได้รับของบริษัทร่วมทุนนี้จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งกำไรของ SCGC ขณะที่เงินปันผลที่ได้รับจะส่งผลต่อ EBITDA ของ SCC ในอนาคต