xs
xsm
sm
md
lg

BYD Seagull เจเนอเรชัน 2 ทดสอบยางแตกที่ 140 กม./ชม. รถยังรักษาทิศทางได้ (มีคลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



BYD เผยวิดีโอทดสอบระบบควบคุมเสถียรภาพของ Seagull เจเนอเรชัน 2 ด้วยการจำลองยางหน้าขวาสูญเสียแรงดันอย่างฉับพลันที่ความเร็ว 140 กม./ชม. โดยรถยังรักษาทิศทางและลดความเร็วลงได้โดยไม่หลุดออกจากเส้นทาง

เจาะยางขณะวิ่ง 140 กม./ชม.

จาง จั๋ว ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Ocean Series ของ BYD เผยวิดีโอการทดสอบ Seagull รุ่นใหม่บนทางตรง โดยรถเร่งความเร็วขึ้นถึง 140 กม./ชม. ก่อนใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้เจาะยางหน้าขวาหลายจุด ทำให้แรงดันลมหายไปอย่างรวดเร็ว

หลังยางสูญเสียแรงดัน ระบบควบคุมเสถียรภาพเข้าช่วยรักษาทิศทาง รถยังวิ่งอยู่ในแนวเดิมและสามารถลดความเร็วลงได้โดยไม่เสียการควบคุม


ระบบทำงานในช่วง 60–140 กม./ชม.

BYD ระบุว่า Seagull เจเนอเรชัน 2 ติดตั้งระบบช่วยควบคุมรถเมื่อยางแตกเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยระบบทำงานในช่วงความเร็ว 60–140 กม./ชม.

เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการพัฒนาต่อยอดจากระบบควบคุมเสถียรภาพ หรือ ESP เพื่อช่วยลดอาการปัดและการเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันเมื่อยางสูญเสียแรงดัน


เป็นการทดสอบภายใต้เงื่อนไขควบคุม

วิดีโอแสดงการทดสอบบนทางตรงและมีการกำหนดตำแหน่งยางที่สูญเสียแรงดันไว้ล่วงหน้า จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ารถจะควบคุมได้ในทุกสถานการณ์จริง

ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามสภาพถนน ทิศทางการเลี้ยว น้ำหนักบรรทุก ความเสียหายของยาง และการตอบสนองของผู้ขับขี่ ขณะนี้ยังไม่มีผลทดสอบจากหน่วยงานอิสระเผยแพร่เพิ่มเติม


เพิ่มระบบเบรกฉุกเฉิน AEB

นอกจากระบบควบคุมรถเมื่อยางแตกแล้ว Seagull รุ่นใหม่ยังติดตั้งระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB โดย BYD สาธิตการหยุดรถในหลายสถานการณ์ เช่น พบเด็กขณะเลี้ยวกลางคืน รถสองล้อตัดหน้า และรถเสียจอดนิ่งบนทางหลวง

ตัวรถใช้โครงสร้างนิรภัยแบบกรง พร้อมถุงลมนิรภัยสูงสุด 6 จุด ส่วนรุ่นสูงสุดสามารถเพิ่ม LiDAR และระบบช่วยขับขี่ God’s Eye B หรือ DiPilot 300 ซึ่งรองรับระบบช่วยนำทางในเมืองและบนทางหลวง อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ยังต้องติดตามสถานการณ์และพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา


ใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนเป็นขับเคลื่อนล้อหลัง

Seagull เจเนอเรชัน 2 มีขนาดยาว 4,205 มม. กว้าง 1,810 มม. สูง 1,570 มม. และระยะฐานล้อ 2,650 มม. ตัวรถยาวกว่ารุ่นเดิม 425 มม. และเพิ่มจำนวนที่นั่งจาก 4 เป็น 5 ที่นั่ง

ระบบขับเคลื่อนเปลี่ยนจากล้อหน้าเป็นล้อหลัง มีมอเตอร์ให้เลือกกำลัง 85 และ 95 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 116 และ 129 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. พร้อมช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงก์อิสระ


วิ่งไกลสุด 420 กม. ชาร์จเต็มใน 9 นาที

แบตเตอรี่ LFP มีให้เลือกขนาด 30.1 และ 39.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้ระยะทาง 320 และ 420 กม. ตามมาตรฐาน CLTC ซึ่งมักสูงกว่าระยะทางที่ทำได้ในการใช้งานจริง

รุ่นที่รองรับ Flash Charging สามารถชาร์จจาก 10–70% ภายใน 5 นาที และจาก 10–97% ภายใน 9 นาที เมื่อใช้สถานีชาร์จที่รองรับ


ราคาเริ่มประมาณ 3.3 แสนบาท

Seagull เจเนอเรชัน 2 จำหน่ายในจีน 5 รุ่นย่อย ราคา 65,900–99,900 หยวน หรือประมาณ 330,000–500,000 บาท ส่วนราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่นำรถเก่ามาเปลี่ยนเริ่มต้น 62,900 หยวน หรือประมาณ 315,000 บาท

สำหรับประเทศไทย Seagull รุ่นเดิมทำตลาดในชื่อ BYD ATTO 1 ราคาเริ่มต้น 429,900 บาท ส่วนเจเนอเรชัน 2 ยังไม่มีการประกาศแผนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

ที่มา: CarNewsChina, BYD