มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17 - 45 บาทต่อเที่ยวการเดินทาง ไม่ว่าจะต่อกี่สีกี่สายของรัฐบาล ที่กำหนดดีเดย์เริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2570 ถือเป็นข่าวดีของคนกรุงเทพฯ เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการช่วยลดค่าครองชีพและประหยัดค่าเดินทางได้อย่างมาก โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ให้สิทธิ์เฉพาะคนไทย และต้องชำระค่าโดยสารด้วยบัตร EMV Contactless เท่านั้น โดยบัตรดังกล่าวจะต้องลงทะเบียนผูกบัญชีในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่มีธนาคารกรุงไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริหารรายได้กลาง
แต่ในความเป็นจริง รถไฟฟ้า 8 สายที่ให้บริการในปัจจุบัน สายสีเขียว และ สายสีทอง อาจจะยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่ โดยเฉพาะสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุด ที่ยังมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เนื่องจากรับชำระค่าโดยสาร ด้วยบัตร Rabbit เท่านั้น
แม้ในระยะแรก ธนาคารกรุงไทย จะเข้าไปติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV ที่ประตูทางเข้า-ออกพิเศษ หรือ Swing Gate เพื่อให้ผู้โดยสารสายสีเขียวใช้บัตร EMV สามารถร่วมมาตรการ 17-45 บาทได้ แต่เนื่องจากประตู Swing Gate แต่ละสถานีมีจำนวนน้อยมาก เทียบกับจำนวนผู้โดยสารแล้วคงเกิดความแออัดแน่นอน โดยเฉพาะสถานีที่มีจำนวนผู้โดยสารหนาแน่น อย่างเช่น อโศกและสยาม
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมาให้ข่าวว่า ในเดือน ธ.ค.2569 กระทรวงคมนาคม จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว โดยต้องนำบัตร EMV Contactless และ บัตร Rabbit ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง พร้อมกับบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตนรับสิทธิ
แต่ล่าสุดออกมาบอกว่า บัตร Rabbit เข้าร่วมไม่ได้เสียแล้ว เพราะทางกรุงไทยระบุว่า แอปฯ เป๋าตัง ไม่สามารถรับบัตร Rabbit ได้ เนื่องจากบัตรยังไม่ได้รับรองมาตรฐาน Visa หรือ Mastercard จึงไม่สามารถเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลการชำระเงินได้
เบื้องลึกของปัญหานี้คือ บัตร Rabbit นั้นเป็นระบบปิด หากจะเชื่อมต่อต้องเปิดระบบให้ธนาคารกรุงไทยดึงข้อมูลไปผูกกับระบบเป๋าตัง ซึ่งทางบีทีเอสยืนยันว่าไม่ขัดข้อง พร้อมเปิดระบบเชื่อมต่อ แต่ปัญหาอยู่ที่ทางกรุงไทยเองที่มองว่า ยังมีความเสี่ยง เพราะกรณีส่งข้อมูลระหว่างระบบปิดกับระบบเคลียริ่งของธนาคาร ที่ยังไม่ Real Time ตรงนี้ทำให้ไม่มั่นใจว่า ข้อมูลยอดเงินหรือการแตะผ่านประตูของบัตร Rabbit ที่ส่งมานั้นเป็นข้อมูลจริง หรือมีการดัดแปลงแก้ไขก่อนส่งหรือไม่
“จุดนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่หากทางบีทีเอสจะเข้าร่วมมาตรการรถไฟฟ้า 17-45 บาท ก็จะต้องลงทุนพัฒนาอัปเกรดบัตร Rabbit ที่มีจำนวนสะสมเกือบ 20 ล้านใบ ให้เป็นระบบ EMV มาตรฐาน Visa หรือ Mastercard เสียก่อน”
นี่คือด่านแรก สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียว เพราะต่อให้แก้ไขปรับปรุงตัวบัตรเป็น Rabbit EMV ได้แล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการปรับปรุงประตูทางเข้า-ออก หรือ Gate ของสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งหมดที่มีมากกว่า 1,000 ช่อง ให้รองรับระบบหัวอ่าน EMV ซึ่งประเมินว่า ต้องใช้เวลาดำเนินการนานถึง 18 เดือน
นอกจากนี้ยังมี ประเด็นผู้สูงอายุและผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุ 7-15 ปี แต่ไม่สามารถเปิดบัญชีเป๋าตังได้ จะถูกตัดสิทธิจากมาตรการนี้ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมเอง บอกว่ายังอยู่ระหว่างหารือธนาคารกรุงไทย เพื่อกำหนดแนวทางสำหรับผู้โดยสารกลุ่มเปราะบาง
หากนับถอยหลังสู่ดีเดย์ 1 มกราคม 2570 เวลาที่เหลืออยู่แทบจะรัดตัวอย่างยิ่ง หากรัฐบาลไม่สามารถเร่งรัดกระบวนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ประตูสถานี และไม่สามารถทลายกำแพงระบบปิดของสายสีเขียวได้ มาตรการลดค่าครองชีพที่วาดฝันไว้ ก็อาจจะกลายเป็นเพียงนโยบายที่ใช้ได้ไม่เต็มรูปแบบ และสร้างความวุ่นวายให้ผู้โดยสารสายสีเขียวที่มีมากกว่าวันละ 7 แสนคน ที่ยังคงต้องจ่ายค่าโดยสารแพงต่อไป