กรมทางหลวงขยาย 4 ช่องจราจร ทล.33 “ปากพลี–ประจันตคาม”ยกระดับมาตรฐานทางชั้นพิเศษ ระยะทางกว่า 12 กม. งบกว่า 649 ล้านบาท เสร็จแล้ว รองรับการเดินทางและขนส่งสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางสู่ชายแดนอรัญประเทศ
กรมทางหลวง (ทล.) แจ้งว่า ปัจจุบัน สำนักก่อสร้างทางที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 33 สาย อ.ปากพลี – อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ระหว่าง กม.148+400.000 – กม.154+500.000 และ กม.161+800.000 – กม.167+800.000 ระยะทางรวมประมาณ 12.100 กิโลเมตร งบประมาณ 649,468,970 บาท เสร็จแล้ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งบนเส้นทางสายสำคัญที่เชื่อมโยงพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกไปสู่ชายแดนที่ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว
โครงการดังกล่าว เป็นการยกระดับทางหลวงให้เป็นทางหลวงมาตรฐานทางชั้นพิเศษ ขนาด 4 ช่องจราจร แบ่งเป็นทิศทางละ 2 ช่องจราจร แต่ละช่องจราจรกว้าง 3.50 เมตร พร้อมไหล่ทางด้านนอกกว้าง 2.50 เมตร
โดยด้านซ้ายทางก่อสร้างผิวทางด้วยแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ส่วนด้านขวาทางปรับระดับถนนเดิมด้วยแอสฟัลต์ติกคอนกรีต พร้อมก่อสร้างทางแยกผิวทางแบบ Jointed Reinforced Concrete Pavement (JRCP) และก่อสร้างเกาะกลางแบบยก (Raised Median) เพื่อแบ่งทิศทางการจราจรให้ชัดเจนและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้เส้นทาง
นอกจากนี้ ยังก่อสร้างและปรับปรุงองค์ประกอบของสายทางให้รองรับการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งสะพานข้ามทางแยก สะพานข้ามลำน้ำ ท่อลอดเหลี่ยมคอนกรีตเสริมเหล็ก (Box Culvert) จุดกลับรถ จุดกลับรถใต้สะพาน และงานปรับปรุงทางแยก พร้อมติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง สัญญาณไฟจราจร ไฟกระพริบ และศาลาทางหลวง จำนวน 2 แห่ง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของการจราจร เชื่อมโยงการเดินทางของชุมชนสองฝั่งทาง และยกระดับความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและผู้ใช้เส้นทาง
ทางหลวงหมายเลข 33 เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่รองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าจากพื้นที่ภาคกลาง ผ่านจังหวัดนครนายกและจังหวัดปราจีนบุรี มุ่งสู่จังหวัดสระแก้วและชายแดนที่ด่านอรัญประเทศ อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายทางหลวงเอเชียหมายเลข 1 (AH1) และหมายเลข 121 (AH121) ซึ่งเป็นโครงข่ายคมนาคมระหว่างประเทศ การพัฒนาสายทางช่วง อ.ปากพลี – อ.ประจันตคาม เป็น 4 ช่องจราจร จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทาง รองรับการขนส่งและโลจิสติกส์สู่พื้นที่ชายแดน ตลอดจนเสริมการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน