xs
xsm
sm
md
lg

“อีฟ แอนด์ บอย’ ขยายสาขาเป็น 320 แห่งภายในปี 2574 หนุเติบโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



‘อีฟ แอนด์ บอย’ ชูโมเดลธุรกิจ “Multi-Brand” สร้างความแตกต่าง ด้วยแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกที่หลากหลายและความลึกของสินค้ารวมกว่า 24,000 รายการ (SKUs) รวมถึงเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าแบบ Exclusive Brand และ Exclusive Item เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและกระแสความนิยมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งเป้าขยายสาขาจาก 71 สาขา ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็น 320 สาขา ภายในปี 2574 และมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Data-Driven หนุนการเติบโตในระยะยาว

เผย ก.ล.ต. อยู่ระหว่างพิจารณาแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายหิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “EB”) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าด้านความงามและสุขภาพภายใต้แบรนด์ “EVEANDBOY” โดยสร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอสินค้าหลากหลายแบรนด์ (Multi-Brand) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งวางเป้าหมายมุ่งสู่การเป็น “ผู้นำธุรกิจค้าปลีก ‘สินค้าความงาม’ และ ‘สุขภาพ’ อันดับ 1 ในประเทศไทย” (No.1 Beauty Retailer in Thailand) โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 

บริษัทฯ มีสินค้าวางจำหน่ายรวมกว่า 24,000 รายการ (SKUs) ซึ่งผ่านการคัดสรรแบรนด์ที่มีคุณภาพสอดรับกับเทรนด์ความงามและสุขภาพภายใต้ราคาที่คุ้มค่า พร้อมทั้งมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยมีผู้ให้คำปรึกษาผลิตภัณฑ์และความงาม (Beauty Assistant) และช่างแต่งหน้ามืออาชีพ (Professional Makeup Artist) เพื่อให้คำแนะนำการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตนเอง จึงทำให้บริษัทฯ สามารถก้าวเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกเฉพาะทางผลิตภัณฑ์ด้านความงามอันดับ 1 ของประเทศไทย

อ้างอิงตามรายงานวิจัยตลาดที่จัดทำโดย Euromonitor International EVEANDBOY เป็นผู้ประกอบการค้าปลีกเฉพาะทางผลิตภัณฑ์ด้านความงามอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปี 2559 เป็น 15.6% ในปี 2568 สะท้อนถึงการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง การรับรู้ของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และความสอดคล้องของรูปแบบธุรกิจแบบหลายแบรนด์ที่ตอบสนองต่อกระแสนิยมความต้องการด้านความงามในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 (1)

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีสินค้าครอบคลุม 4 ประเภท ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) (2) เครื่องสำอาง (Make Up) (3) น้ำหอม (Fragrance) และ (4) ของใช้ส่วนตัว (Personal Care) โดยมีแบรนด์ที่หลากหลายแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Niche Brand) กลุ่มสินค้าระดับพรีเมียม (Prestige Brand) กลุ่มสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ (Masstige Brand) และกลุ่มสินค้าสำหรับฐานลูกค้าในวงกว้าง (Mass Brand) นอกจากนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีแบรนด์ที่บริษัทฯ เป็นเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าแต่เพียงรายเดียว (Exclusive Brand) จำนวน 25 แบรนด์ อาทิ แบรนด์ Lilybyred, Kylie Cosmetics ฯลฯ และมีสินค้าที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าแต่เพียงรายเดียว (Exclusive Item) อาทิ แบรนด์ Mellme, Roundlab ฯลฯ เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ลูกค้าและเสริมศักยภาพการเป็นผู้นำตลาด

บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์การใช้แพลตฟอร์ม Omni-channel โดยผสานจุดแข็งของสาขากับช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์และแอปพลิเคชันของบริษัทฯ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ รวมถึงโซเชียลคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างประสบการณ์เลือกซื้อสินค้าแบบไร้รอยต่อ โดยบริษัทฯ วางแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเป็น 320 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดหัวเมืองต่าง ๆ ภายในปี 2574 จาก ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีจำนวน 71 สาขา ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall)  ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้าเครือข่าย และนอกศูนย์การค้า ซึ่งการขยายสาขาจะเพิ่มศักยภาพเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) และสามารถบริหารต้นทุนการขายสินค้าและต้นทุนในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อีฟ แอนด์ บอย กล่าวว่า บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจโดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) เพื่อทำความเข้าใจกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงตลาดผลิตภัณฑ์ความงามและการดูแลส่วนบุคคล (Beauty and Personal Care) ที่มีความซับซ้อน จึงทำให้บริษัทฯ สามารถนำเสนอสินค้าที่เป็นกระแสนิยมและตรงตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ไทย (T-Beauty) และมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ความงามในตลาด (Trend Setter) รวมถึงเป็นแบรนด์ Top-of-Mind Beauty Destination เพื่อให้ลูกค้าที่นึกถึงผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพต้องนึกถึง EVEANDBOY เป็นแบรนด์แรก ๆ

ผลสำรวจผู้บริโภคของ Euromonitor ในเดือนเมษายน 2569 ยังสนับสนุนความแข็งแกร่งของแบรนด์ EVEANDBOY โดยบริษัทฯ มีคะแนนการรับรู้แบรนด์เป็นอันดับแรกในใจผู้บริโภค (Top-of-Mind Awareness) ที่ 17.1% และการรับรู้แบรนด์โดยรวม (Total Awareness) ที่ 73.6% โดยผู้บริโภคมีความถี่ในการซื้อสินค้าเฉลี่ยประมาณ 2-3 ครั้งต่อเดือน และมีคะแนนดัชนีชี้วัดความพึงพอใจจากลูกค้า (Net Promoter Score :NPS) ที่ +49 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการประเมินในระดับสูงในด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา คุณภาพที่ผู้บริโภครับรู้ ความสอดคล้องกับกระแสนิยม และความน่าเชื่อถือของคุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและการเพิ่มมูลค่าตลอดอายุความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Lifetime Value)(1)

นายทินพันธุ์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินกล่าวว่า ปัจจุบัน บมจ. อีฟ แอนด์ บอย อยู่ระหว่างการเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยหลังจากได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 170,354,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.05 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ
และภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาจากสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์นำเงินไปใช้ลงทุนขยายสาขา ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการซื้อสินค้าเพื่อการจัดจำหน่าย