xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) “ส้มตำเงินล้าน” ที่อื่นขายเป็นจานแต่ร้านนี้สั่งกันเป็นกิโล! โดยเฉพาะตำป่าความทรงจำวัยเด็กสู่เมนูสุดปัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“เริ่มมาจากตำป่าและก็เป็นคนมือหนัก เราก็จินตนาการนะ หนูยังไม่รู้เลยว่าตำป่าที่อื่นเป็นยังไงแต่เรานึกถึงรสชาติในวัยเด็ก (ตำป่าในความทรงจำ) แล้วเราก็มาลองอ้าวใส่อย่างงี้ อ้าว! ทำไมเครื่องมันเยอะใส่ทุกอย่างใส่ไปใส่มาอ้าวทำไมได้ถุงละกิโล ลูกค้าเป็นคนตั้งชื่อ “ตำกิโล” ให้ เป็นซิกเนเจอร์

ตำป่า 1 กิโลกรัม ในราคา 70 บาท สาดไปสมาชิก
แล้วพอทุกคนที่มากินก็จะบอกเนี่ยแหละ ๆ รสชาติที่ตามหา เหมือนตอนต่างจังหวัดหลังเลิกเรียนที่กินกัน เป็นแบบนี้เลย เราก็อ๋อใช่ ๆ มันจะไม่เหมือนตำป่าตามกรุงเทพฯ ขายกิโลละ70 บาท ถามว่าคุ้มไหม? มันก็พอได้บ้างนิดหน่อย แต่บางคนเหมือนชอบมาบอกว่ามันเยอะ! ไม่อร่อยหรอก หรืออะไรอย่างเงี้ย อยากให้มาลองก่อนค่ะ เยอะก็อร่อยได้” กิ๊ฟท์-ธิดารัตน์ เบ็ญจรูญเจ้าของร้าน “ส้มตำเจ๊นา” สวนผัก 17 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ส้มตำกิโล” ซึ่งเปลี่ยนจากการเปิดร้านเล็ก ๆ หน้าบ้านเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ สู่ร้านอาหารที่เป็นกระแสนิยมจนต้องขยายพื้นที่



จากเด็กต่างจังหวัดสู้ชีวิต เริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ ควบการเป็นคุณแม่
คุณกิ๊ฟท์เล่าให้ฟังอีกว่า พื้นเพเดิมตนเองเป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ตอนนี้อายุ 29 ปีซึ่งกำลังจะเข้า 30 ปีแล้ว เหมือนเราทำงานมาตั้งแต่เด็ก เราไม่ได้เรียนหนังสือเราจบแค่ชั้นมัธยมต้นแล้วเราก็ทำงาน ทำงานโรงงาน ทำงานค่อย ๆ ไต่ระดับไปทำงานทุกอย่าง จนเรารู้ว่าโอเคฉันต้องการสิ่งนี้ ฉันชอบสิ่งนี้ ฉันอยากทำสิ่งนี้ หนูก็ทำ“เริ่มแรกเลยคือตอนนั้นเป็นช่วงที่ว่างเลี้ยงลูก แล้วก็เป็นช่วงหยุดก็คือขายอาหารเจ แล้วทีนี้เราก็คิดว่าเอ๊ะทำไมช่วงเจ ทำไมไม่มีส้มตำเจขายบ้าง เราก็เลยเปิดร้านเป็นร้านส้มตำเจขึ้นมาก่อนตอนนั้น ขายแค่ช่วงเจ ทุกคนก็เหมือนมาอุ๊ยเวลากินเจแล้วมันจะเลี่ยน ได้กินอะไรที่มีรสชาติแบบแซ่บ ๆ ขึ้นมาหน่อย ตอนแรกก็มีแค่ตำไทยเจ ตำข้าวโพด ตำผลไม้รวมเจ แล้วก็มีเพิ่มมาเป็นซุบหน่อไม้เจ”ซึ่งพอเราขายมาเรื่อย ๆ มันก็เริ่มจะหมดเจแล้ว ลูกค้าก็บอกว่าอ้าวเนี่ยเดี๋ยวหมดเจแล้วก็หากินแบบนี้ไม่ได้อีกสิ ลองขายต่อได้ไหม? เป็นส้มตำธรรมดา

แรก ๆ เปิดแค่สัปดาห์ละ 3 วัน ก็ขายแค่ “ศุกร์-อาทิตย์” ยังไม่มีเมนูซิกเนเจอร์ขายมาเรื่อย ๆ ก็มี เมนูไก่ย่าง ไก่ทอดเพิ่มขึ้น ทุกเมนูที่คิดขึ้นมามันจะเพิ่มจากลูกค้าเรื่อย ๆ ว่า มีอันนั้นไหม? มีอันนี้ไหม? ลูกค้าช่วงแรก ๆ เหมือนเราก็ยังไม่รู้ เขาก็จะสอนเรา นี่ไก่ย่างมันต้องเป็นอย่างนี้สิ โอเคถ้างั้นเราก็กลับมาปรับสูตรของเราเป็นไก่ย่าง “ตอนแรกก็เป็นไก่ย่างหมักธรรมดา ทำไงเราจะไม่เหมือนคนอื่น โอเคถ้างั้นลองปรับ เอาใส่ “นมสด” ลงไปไหม? แล้วก็ตั้งชื่อเป็นเมนูไก่ย่างนมสด ซึ่งมันก็จะหนักไปทางนมสด กระเทียม พริกไทย รากผักชี ทุกอย่างคือเด่นขึ้นมาเลยแล้วก็โอเค ถ้างั้นเราจัดเต็มเลยเราเป็นคนมือหนักเราไม่กั๊กแล้ว (หัวเราะ)” แล้วก็คนที่มากินตำปลาร้าเขาก็บอก เนี่ยอยากกิน “ตำป่า” เริ่มเลย ตำป่าที่มันเหมือนต่างจังหวัดที่สมัยก่อน เราก็โอ๋ยฉันก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน ฉันก็รู้เรื่องนี้มาพอตัว


ก็เริ่มมาจากตำป่า แล้วก็เป็นคนมือหนัก เราก็จินตนาการ “หนูยังไม่รู้เลยว่าตำป่าของที่อื่นเป็นยังไง แต่เรานึกถึงรสชาติที่วัยเด็กที่เราเคยกินมา ใช่ แล้วเราก็มาลอง อ้าวใส่อย่างงี้ ๆ อ้าว! ทำไมเครื่องมันเยอะใส่ทุกอย่างใส่ไปใส่มา อ้าวทำไมมันได้ถุงละกิโล(หัวเราะ) ลูกค้าเป็นคนตั้งชื่อ “ตำกิโล” ให้ หนูทำยังไงตอนที่ทำกินเอง หนูทำขายอย่างนั้นเลย หน่อไม้ก็ต้มประมาณ 4 น้ำ หอยเชอรี่ก็จะทำจนไม่มีกลิ่นเลย และก็กุ้งแห้งเราก็คัดร้านที่มันไม่เค็ม มันจะเอาความหอมจากกุ้งแห้งมาใส่ในตำป่า”ตำป่าส่วนมากที่กรุงเทพฯ จะไม่ใส่กุ้งแห้ง บางร้านจะมีหมูยอ มีหน่อไม้ มีขนมจีน แล้วก็บางทีดีขึ้นมาหน่อยจะมีผักกระเฉด แต่ของเราคือจะทำแบบว่า ไม่มีกลิ่น ที่นี่เราจะไม่มีกลิ่น แล้วก็ใส่ทุกอย่างแบบจัดเต็ม โดยเครื่องที่ใส่ไปทั้งหมดจะมี 11 อย่าง(หัวเราะ) แต่ของที่ร้านหนูตำป่าจะไม่มี “หมูยอ” เพราะว่าหนูว่ามันไม่ใช่! มันไม่ใช่แบบนั้น แต่ถ้าลูกค้าอยากทาน เพิ่มหมูยอขึ้นมาก็แจ้งได้เลย ที่ร้านก็ใส่ให้ เหมือนบางที่ก็จะใส่เป็นหอยดองแทนในตำป่า ที่ร้านเราก็ไม่ใส่ แต่ถ้าลูกค้าชอบก็เพิ่มได้ มีให้เพิ่มทุกอย่าง


แจ้งเกิดมาได้จากเมนูตำป่า “ตำกิโล” ที่ลูกค้าเรียกจนติดปากกัน
แต่ก่อนจะไม่มีหน้าร้าน ยืนตำอยู่ตรงหน้าบ้านตรงนี้ แค่วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ลูกค้าก็จะโทรมาสั่งว่าเอาตำป่าที่มันถุงละ 1 กิโลค่ะ ถุงละ 1 กิโล ก็เลยกลายเป็นว่าอ๋อ โอเคตำป่ากิโลใช้เป็นชื่อเมนูไปเลย“หนูถึงบอกว่าทุกอย่างมันเกิดจากความบังเอิญ แล้วก็ลูกค้าค่อย ๆ สอนเรามาเรื่อย ๆ เพราะเราไม่ได้เรียนจบสูงแล้วก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ การเป็นเจ้าของธุรกิจ มันต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ ไม่มี! ลูกค้าเป็นคนที่สอนเราหมดเลย” ขายมา 3 ปีแล้วก็ เราเพิ่งจะมาบูมเมื่อประมาณสัก ช่วง 2 ปีที่เริ่มเป็นกระแสมานี้ แล้วก็เพิ่งจะมาเปิดเป็นร้านนั่งทานได้ประมาณ 4 เดือน“เริ่มเริ่มจากเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนเพราะเราไม่ได้มีทุนเยอะ เราก็เอาตามทุนของเราไปก่อน เพราะเราคิดว่าถ้าวันหนึ่งมันล้มมา เราก็ยังกลับไปศูนย์ (0) ใหม่ ไม่เป็นไร ก็เริ่มใหม่ เพราะเราไม่ได้เริ่มจากทุนเราเยอะ ๆ เหมือนที่อื่น ที่เขาไปลงทุนเยอะ ๆ เราไม่มีอย่างงั้นเราก็ค่อย ๆ ซื้อ ค่อย ๆ เริ่ม ทุกอย่างเหมือน หม้อทอด เหมือนอะไรอย่างเงี้ยเราก็โอเคเดี๋ยวอาทิตย์นี้ มีหม้ออบตรงนี้เพิ่มอีกตัวนะ เพื่อที่จะให้มันเร็วขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มไปทีละอย่าง”


อย่างร้านนี้หนูก็ทาสีเอง เคาท์เตอร์นี่ก็คิดเอง จนกระทั่งได้เป็นร้านนั่งทานซึ่งก็จะมีทั้งหมด 2 ชั้นตอนนี้ แต่ว่าสัดส่วนของลูกค้าก็จะยังเป็นเดลิเวอรี่หรือสั่งกลับไปทานที่บ้านมากกว่า เพราะลูกค้ายังติดภาพจำเดิมว่าร้านนี้ต้องโทรมาสั่ง ไม่มีที่นั่ง แต่ก่อนจะโทรสั่ง โทรสั่ง และก็ยังจำได้ว่าขายแค่ “ศุกร์-อาทิตย์” แรก ๆ คนก็จะแน่นร้านแค่ช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพราะว่ามีภาพจำว่าขายแค่สัปดาห์ละ 3 วัน เราก็จะต้องค่อย ๆ บอกลูกค้าว่าลูกค้าเพิ่มวันเปิดแล้วนะคะ เปิดตั้งแต่วันพุธ-วันอาทิตย์ค่ะ แล้วก็แต่ก่อนไม่ได้ขายผ่านการเข้าร่วมแอปฯ ของค่ายไหนเลย เพราะว่าเราคิดว่าเราทำไม่ทัน แต่พอเราเริ่มที่จะขยายร้านและก็จ้างคนเพิ่ม ตอนนี้ก็มีครบทุกช่องทางของการจำหน่ายผ่านทั้งออนไลน์และก็หน้าร้านของตัวเอง

แรก ๆ หนูจะปรุงส้มตำ “ครกต่อครก” โดยอาศัยรสมือเราเป็นหลัก เราก็เริ่มคิดว่าอู๊ยมันเหนื่อย! ถ้าวันหนึ่งเราจะทำต่อไปมันไม่ไหวแล้วนะ แล้วลูกค้าพอเราครบสัปดาห์เราก็หยุดพักบ้าง(ร้านปิด) โทรจิกเลย! ต้องเปิดนะ ต้องเปิดอยากกิน เนี่ยไม่รู้จะทำยังไงลูกร้องไห้อยากกินส้มตำ“จริง ๆ ค่ะจนมา หนูก็เลยถ้างั้นไม่ได้แล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง ให้คนมายืนตำแทนเราได้แล้วเอารสมือของเราไปตำได้ เราก็ตวงทุกอย่าง แต่ก่อนตำไทยปรุงทีละอัน ทีละอัน บางทีน้ำตาลแต่ละล็อตมามันจะหวานไม่เท่ากันก็มีหรือมะนาวก็ยังเปรี้ยวไม่เท่ากันในแต่ละช่วงฤดูกาล หนูก็เลยทำเป็น “น้ำปรุง”(สูตรกลาง) แล้วทุกคนที่ตำจะรสชาติเหมือนกันเพราะว่าน้ำปรุงตัวนี้สามารถใช้ได้ทั้งตำไทย ตำปลาร้า ตำโคราช หรือว่ายำในร้าน ก็ใช้น้ำ Base เดียวกันคืออันนี้ได้หมดเลย”


70 บาท 2 กิโล(พิเศษ) 120 บาท ส่วนนอกนั้นปริมาณและราคาปกติ
1 กิโลกรัม ราคา 70 บาท 2 กิโลกรัม ราคาพิเศษ 120 บาท ซึ่งเมนู 2 กิโลนี้ก็เกิดมาจากความบังเอิญอีก ลูกค้าสั่งไปทานประมาณสัก เขาบอกว่าพี่ หนูกินหลายคนหนูกลัวไม่อิ่ม 1 กิโล หนูขอสั่งเป็นตำป่าแบบพิเศษได้ไหม? พี่ทำให้หนูได้ไหม เราก็ทำ ทำใส่ตะกร้าทุกอย่างตวง ๆ พอทำออกมาแล้ว มันได้ประมาณ2 กิโลกว่าเราก็เลย “ฉันได้เมนูเพิ่มอีกแล้ว” เป็นตำป่าพิเศษ 120 บาท ก็เพิ่มเข้าไปในเมนู “1 กิโล 70 บาท 2 กิโล 120 บาท” ให้มันเป็นคำเรียกที่ติดปาก แล้วก็หนูคิดในมุมมองของลูกค้าว่าเวลาเขามากินส้มตำ เขาต้องการอะไร เอาความคุ้มค่าใช่ไหม? ได้ ฉันจัดให้ ส่วนเรื่องของความอร่อยหรือว่ารสลิ้นของแต่ละคนที่แตกต่างกัน (กรณีที่ไม่ชอบรสแบบของแม่ค้า) ก็สามารถบอกได้ ว่าต้องการกินรสแบบไหนแม่ค้าก็ทำให้ได้เช่นกัน

เมนูอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากตำป่าหรือ “ตำกิโล” แล้ว พวกตำปลาร้า ตำไทย ถ้าลูกค้าทานไหวก็สั่งเป็นแบบตำกิโลได้เช่นกัน แต่ว่าของที่ร้านจะไม่ถึง1 กิโลเหมือนตำป่าแต่ก็จะให้ในปริมาณที่เยอะกว่าร้านทั่วไป ประมาณเกือบเลยครึ่งกิโลแน่ ๆ มาที่ร้านก็เรียกว่าอาหารอีสานมีให้เลือกทานได้เกือบจะครบทุกอย่าง เมนูมีมากกว่า 170 รายการ ส่วนเรื่องของราคาก็ตามปกติของร้านอาหารอีสานทั่วไปเลย


จากร้านส้มตำตั้งโต๊ะหน้าบ้าน ปังไม่หยุดจนต้องเพิ่มร้าน 2 ชั้น
การปรับตัวมาถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่า อาชีพแม่ค้ามันจะมีปัญหาเข้ามาให้เราได้แก้ทุกวัน จนบางทีเราแบบ เฮ้ย! มีคนแบบนี้ในโลกด้วยเหรอวะ อะไรอย่างเงี้ยมันก็มีให้เราต้องแก้ไปเรื่อย ๆ แก้ไปเรื่อย ๆ มีปัญหาเข้ามา ช่วง “ของ” ราคาขึ้น เราจะแก้ยังไงดี? เราจะไม่ลด “ปริมาณ” ที่ให้กับลูกค้า แต่เราจะแก้ยังไงดี มันก็จะมีปัญหาให้เรามาแก้เรื่อย ๆ มันไม่เคยชินหรอก เหมือนบางคนขายของมา 40-50 ปี ก็ยังมีปัญหาให้มาแก้เรื่อย ๆ

ถ้าช่วงไหนที่ราคา “วัตถุดิบ” ขึ้นมาแพงหน่อย เราก็อุ้มไปก่อน เพื่อที่จะให้ทุกคนอยู่ได้ พนักงานอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้ เราก็ลดค่าแรงตัวเองลงมานิดหนึ่งเพื่อที่จะให้ทุกคนอยู่ได้สมูทขึ้นมา เพราะว่าตรงนี้(ร้านใหม่) เรามีภาระค่าเช่าด้วย ค่าลูกน้อง(6คน) ทุกอย่างจิปาถะที่จะต้องเป็นรายจ่าย ตอนนี้ตัวเองก็ไม่ต้องยืนตำส้มตำเองเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ว่าถ้าลูกค้าเข้าเยอะ ๆ ก็ต้องช่วยกันทุกอย่าง หรือในกรณีที่มีลูกน้องลางานตำแหน่งในครัวตรงไหนคนขาด หนูก็สามารถเสียบแทนได้ทันทีเลย เพราะว่างานทุกหน้าที่ในร้านเมื่อก่อนหนูก็เคยทำมาด้วยตัวคนเดียวจนรู้ครบทั้งหมดแล้ว


ขายดีแต่ว่าก็ต้องมี “คอนเทนต์” ควบคู่ไปด้วย ยุคนี้ไม่มีไม่ได้!
พอตั้งแต่ร้านเป็นกระแสมาจนกระทั่งถึงตอนนี้ก็มี “ลูกค้า” ทั้งเก่า-ใหม่ ที่เข้ามาเรื่อย ๆ อยู่ตลอด เพราะหนูมองว่าธุรกิจมันต้องหา “คอนเทนต์” หรือว่าลูกค้า ถ้าเราอยู่เฉย ๆ ลูกค้าไม่รู้จักเราหรอก เราก็ปรับเปลี่ยนทุกวันนี้คนใช้ชีวิตอยู่กับโทรศัพท์มาก ฉันก็เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโทรศัพท์ เพื่อให้เธอเห็นฉัน เพื่อให้เธอมาหาฉันบ้างแหละ“ทุกวันนี้ขาดไม่ได้คือ คอนเทนต์ เราก็ทำเองเลยทั้งเป็นคนคิดเรื่องเอง ถ่ายคลิปและก็ตัดต่อเอง” แต่เราก็ไม่ได้ตัดต่อแบบว่าเหมือนที่เรียนจบสูง แต่เราแค่คิดว่าในคลิป ๆ หนึ่ง ลูกค้าหรือคนดูต้องการอะไร ทุกวันนี้คนปัด ๆ ปัดไปเร็วใช่ไหม? ได้ ฉันดักเลย นี่ส้มตำ! (หัวเราะ) ทำให้เขารู้ได้เลยว่า ดูคลิปนี้แล้วคุณจะได้อะไรไป เพราะว่านี่นะได้รู้ว่าร้านส้มตำร้านนี้นะชื่อนี้นะ ให้เยอะอย่างนี้นะ แค่นั้น! แล้วก็พยายามดูว่าหลังร้านอย่างเงี้ยลูกค้าเหมือนเวลาเราดูบางที่ เราไปดูคลิปเขา(ก็ไม่ได้อยากพาดพิง) แต่บางทีมันก็ไม่ได้สะอาด เราก็พยายามที่จะ เวลาถ่ายคลิปไปอย่างเงี้ยเราก็จะเห็นในมุมที่สะอาด ทุกอย่างสะอาด หนูว่าลูกค้าต้องการอย่างนี้มากกว่า“หลังร้านเขาเป็นยังไง ไหนเล่าให้ฟังซิ เธอทำยังไง หนูก็พยายามเล่าในสิ่งที่ พูดง่าย ๆ ให้คนเข้าใจได้ สื่อออกไป แค่นั้นไม่ได้ตัดต่ออะไรมากมาย ใส่เพลงนิด ๆ หน่อย ๆ ให้มันตลก ๆ” หนูเริ่มทำคลิปมาได้ประมาณสักปีนึงแล้ว แต่ก่อนนี่มีแต่คนมาถ่ายหนู หนูก็ยืนตำส้มตำไปเพราะว่าเราทำเองทุกอย่าง ไม่มีเวลาแบ่งเวลาตรงนั้นเพื่อไปทำคอนเทนต์ได้ พอเราถอยออกมา(เริ่มมีลูกน้องมาตำส้มตำแทน) เราก็เลยมาทำ


ใจสู้เกิน100!!! “เริ่มต้นจาก “0” ถ้ามันจะเจ๊งเราก็แค่ต้องเริ่มใหม่”
คุณกิ๊ฟท์-ธิดารัตน์ เบ็ญจรูญ เจ้าของร้าน “ส้มตำเจ๊นา” สวนผัก17 หรือในฉายาซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า “ส้มตำกิโล” ยังบอกด้วย เพราะหลาย ๆ คนเวลาที่จะทำอะไรสักอย่าง ชอบกลัว! หนูไม่กลัว หนูลุยเลย เริ่มเลย เพราะว่าถ้าเจ๊งก็ไม่เป็นไรนี่ กลับมาเหมือนเดิมเดี๋ยวเอาใหม่! (หัวเราะ) คิดอย่างนั้น“อนาคตจะเป็นยังไงต่อไป ยังตอบไม่ได้เลย ไม่กล้าคิดไปถึงอนาคตที่มันไกลขนาดนั้น เราแค่ทำวันนี้ให้มันดีก็พอแล้วก็เดี๋ยวถ้า มันมีโอกาสหรือว่าทุกอย่างพร้อม เดี๋ยวมันจะไปของมันเอง หนูคิดอย่างนั้นนะ” หนูเริ่มมาจาก “0” ใช่ไหม ถ้าหนูจะมีร้านที่โตขึ้น หนูก็ไม่อยากที่จะไปกู้หรือยืมจากใครมาทำแล้วพอเวลาเราล้มมา หรือว่าเราทำไม่ได้มา เราก็ไม่อยากที่จะไปล้ม เราแค่คิดแค่ว่าเราเริ่มจาก “0” ถ้าวันหนึ่งมันไปไม่ได้ เราก็แค่กลับมา “0” ใหม่ ไม่เป็นไร


ช่วงน้ำท่วม (ปลายเดือนกันยายน2569) มีผลกระทบเรื่อง “ลูกค้า” หายไปบ้างไหม? ลูกค้าก็ตกใจ เพราะบางคนก็ยังไม่กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยกันขนาดนั้น มันก็มีเงียบทุก ๆ เหตุการณ์นั่นแหละ คนจะหยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่งก่อนเงียบไปก่อน กว่ามันจะกลับมาเป็นปกติมันก็ต้องใช้เวลา หนูก็เข้าใจ“ปกติวันเสาร์-อาทิตย์ถ้าเป็นช่วงก่อนที่จะมีน้ำท่วม ลูกค้าแน่นร้านตลอดทั้งวันเลย ทั้งคนมานั่งทานที่ร้านและก็สั่งไปทานที่บ้านด้วย เต็มทั้งชั้นล่าง-ชั้นบน(มีเปิดบริการที่ชั้น 2 ด้วย) เพราะว่าเราทำเผื่อไว้คนจะมาเยอะวันเสาร์-วันอาทิตย์ บางทีเขามาไกล ๆ แล้วแต่ก่อนเรามีแค่ชั้นล่าง เราก็เลยเพิ่มทำชั้นบนเพิ่มโต๊ะ เพื่อให้ลูกค้าไว้สำรอง เวลาลูกค้าแน่น ๆ ลูกค้าก็จะได้ไม่ต้องนั่งรอนาน”ปัญหามันก็มีให้แก้ทุกวัน แต่บางคนชอบมาบอกว่า มันเยอะ! ไม่อร่อยหรอกหรืออะไรอย่างเงี้ย อยากให้มาลองก่อนค่ะ เยอะก็อร่อยได้

“ส้มตำเงินล้าน” ที่อื่นขายเป็นจานแต่ร้านนี้สั่งกันเป็นกิโล! โดยเฉพาะตำป่าความทรงจำในวัยเด็กสู่เมนูสุดปัง สอบถามเพิ่มเติมโทร.096-192-4482 ร้านส้มตำเจ๊นา สวนผัก 17 เปิด “วันพุธ-วันอาทิตย์” หยุดทุกจันทร์-อังคาร



คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด