xs
xsm
sm
md
lg

เจาะไส้ในส่งออก ก.ย.69 ดีแต่อิเล็กทรอนิกส์ ทุนต่างชาติ ข้าว มัน สินค้ารากหญ้าดิ่งเหว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กระทรวงพาณิชย์ได้แถลงตัวเลขการส่งออก เดือน ก.ย.2569 ไปแล้ว ประกาศความสำเร็จใหญ่โต มูลค่าส่งออกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่มีการส่งออกมา โดยทำมูลค่าได้สูงถึง 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน แต่พอเจาะไส้ในลึกลงไปกลับพบว่า สินค้าที่เป็นตัวผลักดันหลัก คือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างชาติ ส่วนสินค้าเกษตรและอาหาร ที่เป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลตั้งความหวังไว้ว่าไทยเป็นครัวของโลก กลับขยายตัวไม่มาก และหลาย ๆ รายการ ส่งออกหดตัวอย่างหนัก

โดยในการส่งออกเดือน ก.ย.2569 ที่มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% นั้น เป็นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สัดส่วนสูงถึง 86% สินค้าเกษตรแค่ 5.5% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร 5.3% และสินค้าแร่และเชื้อเพลิง 3.3% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก

เมื่อเจาะลึกลงไป พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นถึง 25.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 30 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เพิ่ม 59.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 30 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และฮ่องกง) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 117.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และจีน) แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่ม 45.9% ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (ขยายตัวในตลาดฮ่องกง มาเลเซีย และไต้หวัน) เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 1,302.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน และเวียดนาม) เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เพิ่ม 34.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่ม 32.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์) เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ เพิ่ม 214.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 15 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และฮ่องกง)

ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ลด 13.3% กลับมาหดตัวในรอบ 33 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่ขยายตัวในตลาดเวียดนาม ญี่ปุ่น และจีน) เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ลด 6.2% กลับมาหดตัวในรอบ 6 เดือน (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และจีน แต่ขยายตัวในตลาดออสเตรเลีย เมียนมา และสหรัฐฯ) เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ลด 12.4% กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน (หดตัวในตลาดแอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ อินเดีย และจีน) ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 23%

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว มาจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก จากการที่ประเทศต่าง ๆ ลงทุนด้านดิจิทัล และไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก และมีการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และ Data Center ก่อนหน้านี้ ทำให้มีการส่งออกเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ภาคการผลิตโลกขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี จากคำสั่งซื้อใหม่และการเพิ่มสินค้าคงคลัง

แต่เมื่อเจาะลึกถึงลงไป ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น รายได้ที่เกิดขึ้นจากการส่งออก กลับตกไปอยู่ในมือของทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ตามที่รัฐบาลได้ให้สิทธิประโยชน์ในการดึงดูดการลงทุน ขณะที่สัดส่วนรายได้ที่ตกอยู่กับคนไทย ประเทศไทยกลับเหลือเพียงน้อยนิด


ส่วนสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าเป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 2.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 8.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.7% หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เพิ่ม 34.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม) ยางพารา เพิ่ม 29.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ) อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 17.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 13 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเยอรมนี) ไก่แปรรูป เพิ่ม 13.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์) สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 13.2% กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์) และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง เพิ่ม 15.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน เมียนมา และออสเตรเลีย)

ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ลด 5.7% หดตัวต่อเนื่อง 9 เดือน (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เมียนมา และออสเตรเลีย) น้ำตาลทราย ลด 16.7% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (หดตัวในตลาดลาว ไต้หวัน และสิงคโปร์ แต่ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา และซูดาน) ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ลด 31.1% หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน (หดตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดเมียนมา เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์) เนื้อปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง ลด 12.6% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ รัสเซีย และไต้หวัน แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น แคนาดา และเกาหลีใต้) และกาแฟ ลด 91.1% หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดเวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมัลดีฟส์) ทั้งนี้ 9 เดือนแรกปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.9%

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงตัวเลขการส่งออก ไม่มีการพูดถึงสินค้าเกษตรสำคัญ อย่างข้าวและมันสำปะหลัง โดยจากการตรวจสอบข้อมูลการส่งออก พบว่า เดือน ก.ย.2569 ข้าว ส่งออกปริมาณ 509,123 ตัน ลด 33.6% มูลค่า 333.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 16.6% รวม 9 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) ส่งออก ปริมาณ 4,987,939.2 ตัน ลด 19.3% มูลค่า 2,962.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 16.8% มันสำปะหลัง ส่งออกปริมาณ 250,300.5 ตัน ลด 53.3% มูลค่า 178.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 13.9% รวม 9 เดือน ส่งออกปริมาณ 3,244,747.3 ตัน ลด 55.1% มูลค่า 1,698.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 28.4% ซึ่งทั้ง 2 รายการนี้ ถือเป็นสินค้าที่ทำเงินเข้าประเทศ และมีรายได้ตกถึงคนฐานรากของประเทศอย่างเกษตรกรมากที่สุด แต่การส่งออก ก็มีแต่ลดลง

ทางด้านการนำเข้า ที่มีมูลค่าสูงถึง 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.4% โดยมูลค่าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เป็นการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป มีสัดส่วนสูงถึง 41.7% ของการนำเข้าทั้งหมด สินค้าทุน สัดส่วน 33.5% โดย 2 รายการนี้ รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 72.5% ของการนำเข้าทั้งหมด ที่เหลือเป็นการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง สัดส่วน 11.9% สินค้าอุปโภคบริโภค สัดส่วน 8.7% ยานพาหนะ สัดส่วน 3.2% อาวุธ ยุทธปัจจัยและอื่น ๆ สัดส่วน 1%

โดยสินค้าที่นำเข้า พบว่า ส่วนใหญ่เป็นคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องจักรไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้ นำเข้ามาแล้ว ถูกนำมาผลิตและส่งออก ทำให้ยอดส่งออกสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริง เป็นการนำเข้ามาของทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ไม่มีการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ หรือสินค้าที่ผลิตจากคนไทย หรือจะใช้บ้าง ก็เพียงเล็กน้อย นั่นเท่ากับว่า ยอดส่งออกที่โตเอา ๆ คนไทย ประเทศไทย ได้ประโยชน์เพียงน้อยนิด

ส่วนสินค้าที่คนไทย ประเทศไทยได้ประโยชน์เต็ม ๆ อย่างเกษตรและอาหาร กลับส่งออกหด หลาย ๆ ตัวแทบจะไม่เห็นทางฟื้น แล้วยอดส่งออก ที่รัฐบาลคุยนักคุยหนา จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มันขับเคลื่อนเงินในกระเป๋าคนไทย เศรษฐกิจไทยจริงหรือ หรือแค่เติมเงินเข้ากระเป๋าคนต่างชาติ แล้วเอามาเคลมเป็นผลงาน ส่งออกปั๊มจีดีพีประเทศเท่านั้นเท่านี้เหมือนที่แล้ว ๆ มา