เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ประกาศผงาน 9 เดือนแรกปีนี้มีรายได้จากการขาย 94,326 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจในอินโดนีเซียที่ทำกำไรได้ต่อเนื่อง ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 4 ปีนี้ ความต้องการมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผลิตสินค้าเตรียมรองรับช่วงเทศกาลปลายปี
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยความต้องการชะลอตัวในช่วงวันหยุดไตรมาสแรกของเวียดนามและอินโดนีเซีย ก่อนเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 และกลับสู่ระดับปกติในไตรมาส 3 ทั้งนี้ อาเซียนยังคงเติบโตแข็งแกร่ง จากการบริโภคสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ SCGP มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีฐานลูกค้าหลักในอุตสาหกรรมสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งยังคงเติบโต อีกทั้งธุรกิจในอินโดนีเซียยังทำกำไรได้ต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุน ประกอบกับราคาขายที่ปรับขึ้นสอดคล้องกับราคาในภูมิภาค และการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานของการผลิตในภูมิภาค (Regional Optimization) เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งมอบโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขายรวม 94,326 ล้านบาท คงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA เท่ากับ 15,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 106 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2569 มีรายได้จากการขายรวม 32,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA เท่ากับ 5,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวด 2,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 113 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการฟื้นตัวของความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียที่ทำกำไรได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
นายวิชาญ กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 4 คาดว่าความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังได้รับแรงหนุนจากการผลิตสินค้าเพื่อเตรียมรองรับเทศกาลปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ทั้งปีใหม่ ตรุษจีน เทศกาลเต๊ดในเวียดนาม และฮารีรายาในอินโดนีเซีย ด้านต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แต่มีเสถียรภาพมากขึ้น ช่วยให้วางแผนการผลิตและบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงวันหยุดปลายปี ภาระหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ อาจจำกัดการใช้จ่ายของผู้บริโภค
SCGP เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในอาเซียนผ่านการลงทุนและบริหารฐานการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนแรก บริษัทฯ ได้ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกทางตอนใต้ของเวียดนาม 26,800 ตันต่อปี พร้อมลงทุนเพิ่มฐานการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัมและกระดาษทำผิวกล่องลูกฟูกคุณภาพสูงในจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย รองรับความต้องการที่เติบโตในภูมิภาค รวม 400,000 ตันต่อปี เพื่อสนับสนุนการใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และได้เข้าลงทุนในบริษัทจินจงฟา อุตสาหกรรมกระดาษ จำกัด (JZF) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษในจังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 28,000 ตันต่อปี เพื่อขยายฐานลูกค้าจีนและตลาดผลไม้ส่งออก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมองหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมในอาเซียน ควบคู่การขยายธุรกิจในเวียดนามและอินเดีย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งยังคงขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเป็นร้อยละ 37 พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกร้อยละ 40 ในปี 2569 ควบคู่การยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน โดยล่าสุด บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด ใน SCGP ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2026 และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2026 ฉบับใหม่จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI ที่มุ่งเน้นการบริหารคุณภาพ การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งมอบคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน