ผู้จัดการรายวัน - ดีลนี้ต้องจับไว้ให้มั่น แม้ก่อนหน้า PepsiCo จะยุติการต่อสัญญากับ KFC ในสหรัฐฯ ไป จนส่งผลให้เสี่ยงสูญเสียยอดขายปีละ 17,500 ล้านบาท แล้วไงล่ะ สุดท้าย PepsiCo ก็ได้จับมือกับ Taco Bell ในสหรัฐฯ ต่อสัญญาพันธมิตรเครื่องดื่มกันไปอีก 11 ปี จนถึงปี 2036 ที่สำคัญดีลมีมูลค่าสูงกว่าสิ่งที่สูญเสียไป เพราะ Taco Bell มีฐานธุรกิจใหญ่กว่า KFC สหรัฐฯ ราว 3.7 เท่า และยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ PepsiCo ที่ยังคงรั้งตำแหน่งพันธมิตรร้านอาหารรายใหญ่ไว้ได้ และพร้อมต่อยอดนวัตกรรมเครื่องดื่มและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟในระยะยาว
ต่อสัญญา 11 ปี รักษาฐาน Taco Bell ถึงปี 2036
ข่าวยุติดีลกับทาง KFC สหรัฐฯ ยังไม่ทันจางหาย ล่าสุด PepsiCo ได้ประกาศเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2026 ว่า ได้ต่อสัญญาพันธมิตรเครื่องดื่มกับ Taco Bell ในสหรัฐฯ อีก 11 ปี ครอบคลุมร้าน Taco Bell, Taco Bell Cantina และ Live Más Cafe ที่เข้าร่วมโครงการ โดยยังคงจำหน่ายเครื่องดื่มในเครือ ได้แก่ Pepsi, Pepsi Zero Sugar, Mountain Dew และ Starry รวมถึงรสชาติเอ็กซ์คลูซีฟ Mountain Dew Baja Blast และ Baja Midnight
Anne Fink ประธาน PepsiCo Global Away from Home เปิดเผยว่า ทั้งสองบริษัทได้ทำงานร่วมกันสร้างนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Baja Blast ไปจนถึง Doritos Locos Tacos และเตรียมต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในอีก 11 ปีข้างหน้า
ด้าน Meg Farren ประธาน Taco Bell North America กล่าวว่า PepsiCo เป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มานานกว่า 20 ปี และการต่อสัญญาจะช่วยสนับสนุนการเติบโตระยะยาว เพิ่มคุณค่าให้ธุรกิจร้านอาหาร และพัฒนาประสบการณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค
นอกจากสหรัฐฯ แล้ว PepsiCo จะยังเป็นพันธมิตรเครื่องดื่มของ Taco Bell ในแคนาดา สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และไทย โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมพัฒนาเครื่องดื่มและแผนการตลาดให้เหมาะกับผู้บริโภคในแต่ละประเทศด้วย
Taco Bell ฐานธุรกิจใหญ่กว่า KFC สหรัฐฯ ราว 3.7 เท่า
ข้อมูลจัดอันดับ QSR 50 ของ QSR Magazine พบว่า ปี 2025 Taco Bell มียอดขายทั้งระบบในสหรัฐฯ ราว 17,247 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 603,645 ล้านบาท จากร้านทั้งหมด 7,784 แห่ง ขณะที่ KFC สหรัฐฯ มียอดขายทั้งระบบประมาณ 4,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 164,500 ล้านบาท จากร้านทั้งหมด 3,523 แห่ง ณ สิ้นปี 2025 ตามข้อมูลของ Yum! Brands
เมื่อเทียบกันแล้ว Taco Bell มียอดขายทั้งระบบมากกว่า KFC สหรัฐฯ ราว 3.7 เท่า และมีจำนวนร้านมากกว่าราว 2.2 เท่า แสดงให้เห็นว่า ขนาดธุรกิจของ Taco Bell ทำให้การรักษาพื้นที่จำหน่ายเครื่องดื่มในเครือข่ายร้านอาหารมีความสำคัญกับ PepsiCo อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อ PepsiCo ต้องรับมือกับการสูญเสียช่องทางจำหน่ายใน KFC สหรัฐฯ
ดันเกมเครื่องดื่ม เป้าหมายยอดขาย Taco Bell 1.75 แสนล้านบาท
อีกปัจจัยที่ทำให้ดีล Taco Bell มีความสำคัญ คือโอกาสเติบโตของธุรกิจเครื่องดื่มภายในร้านอาหาร โดย Taco Bell ตั้งเป้ายอดขายเครื่องดื่มทั้งระบบแตะ 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 175,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2030 ตามแผนธุรกิจที่บริษัทประกาศไว้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2025
หากเฉลี่ยตัวเลขเป้าหมาย 5,000 ล้านดอลลาร์ในกรอบเวลา 5 ปี จะเท่ากับ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 35,000 ล้านบาทต่อปี แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงการหารเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่อัตราการเติบโตหรือยอดขายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงในแต่ละปี เนื่องจากเป้าหมายของ Taco Bell คือการทำยอดขายเครื่องดื่มให้ได้ 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030 ไม่ใช่ยอดขายสะสมตลอด 5 ปี สะท้อนถึงโอกาสในการขยายตลาดเครื่องดื่มผ่านช่องทางร้านอาหาร ที่ PepsiCo ต้องรักษาไว้ให้มั่นในการเป็นพันธมิตรระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือที่ผ่านมา ของทั้งสองฝ่าย ได้สร้างสินค้าสำคัญอย่าง Mountain Dew Baja Blast ซึ่ง PepsiCo แจ้งถึงการเติบโตว่า เป็นแบรนด์ระดับพันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่ายอดขายปลีกประมาณ 35,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากการรักษาสินค้าเดิม ทั้งสองบริษัทยังเตรียมพัฒนาเครื่องดื่มกลุ่มคราฟต์ เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล และเครื่องดื่มให้พลังงาน มุ่งเจาะผู้บริโภค Gen Z รวมถึงสร้างโอกาสการบริโภคในช่วงเช้าและบ่าย ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสการซื้อเครื่องดื่มนอกเหนือจากมื้ออาหารหลัก ขณะเดียวกัน Doritos Locos Tacos ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ร่วมพัฒนาระหว่างสองบริษัท จะครบรอบ 15 ปีในปี 2027 และเตรียมต่อยอดรสชาติใหม่
เสีย KFC เสี่ยงยอดขาย 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ยังรักษาพันธมิตรสำคัญ
ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2026 โดยอ้างการประเมินของนักวิเคราะห์ Bank of America ว่า การสูญเสียบัญชีลูกค้า KFC สหรัฐฯ อาจกระทบยอดขายของ PepsiCo ราว 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 17,500 ล้านบาท คิดเป็นราว 3% ของยอดขายหัวเชื้อเครื่องดื่มของ Pepsi Beverages North America ขณะที่ Coca-Cola อาจได้แรงหนุนจากยอดขายในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5%
ส่วน Jefferies มองว่า ผลกระทบไม่ได้มีเพียงยอดขายที่หายไป แต่ยังรวมถึงการสูญเสียพื้นที่ที่ผู้บริโภคได้สัมผัสแบรนด์ และภาพลักษณ์จากการที่พันธมิตรรายใหญ่เปลี่ยนไปใช้คู่แข่ง
เมื่อพิจารณาควบคู่กับการต่อสัญญา Taco Bell จึงเห็นได้ว่า PepsiCo กำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงจากการเสียช่องทางจำหน่าย และโอกาสรักษาความร่วมมือระยะยาวกับร้านอาหารที่มีฐานธุรกิจใหญ่ พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างให้แบรนด์
ดีล Taco Bell ไม่ใช่แค่รักษาลูกค้า แต่รักษาพื้นที่สร้างแบรนด์
ดังนั้นการต่อสัญญา Taco Bell อีก 11 ปี จึงมีความหมายมากกว่าการรักษาจุดจำหน่าย Pepsi และ Mountain Dew เพราะเป็นการคงพื้นที่ให้ PepsiCo ร่วมพัฒนาสินค้า ทดลองแนวคิดเครื่องดื่มใหม่ และเชื่อมโยงธุรกิจอาหารกับเครื่องดื่มเข้าด้วยกันในระยะยาว ขณะที่เป้าหมายยอดขายเครื่องดื่ม 5,000 ล้านดอลลาร์ของ Taco Bell ภายในปี 2030 เป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายขยายธุรกิจต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทั้ง PepsiCo และ Taco Bell ไม่ได้เปิดเผยมูลค่าทางการเงินของสัญญา หรือรายได้ที่ PepsiCo ได้รับจาก Taco Bell โดยตรง แต่ในเชิงกลยุทธ์ การต่อสัญญาช่วยรักษาพันธมิตรสำคัญและลดความเสี่ยงที่จะเสียพื้นที่จำหน่ายเพิ่มเติมในเครือ Yum! Brands พร้อมสร้างโอกาสเติบโตจากนวัตกรรมเครื่องดื่มในระยะยาว
ศึกชิงพื้นที่ขาย แบรนด์ในเครือเดียวกันเลือกคนละขั้ว
แม้ KFC และ Taco Bell จะอยู่ภายใต้ Yum! Brands เหมือนกัน แต่การเลือกพันธมิตรเครื่องดื่มในสหรัฐฯ กลับเดินคนละทาง โดย KFC เลือก Coca-Cola ขณะที่ Taco Bell ต่อสัญญากับ PepsiCo อีก 11 ปีถึงปี 2036 ทำให้การแข่งขันระหว่างสองยักษ์น้ำดำไม่ได้อยู่แค่การแย่งส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่ม แต่รวมถึงการรักษาพื้นที่จำหน่ายในเครือข่ายร้านอาหารรายใหญ่ ตลอดจนโอกาสสร้างเมนูและเครื่องดื่มเฉพาะแบรนด์
ดังนั้นผลการแข่งขันรอบนี้ เป๊ปซี่เสียคะแนนเล็กน้อย ส่วนโคคาโคล่าก็ได้แต้มต่ออีกนิดนึง เพราะสำหรับ PepsiCo แล้ว การต่อสัญญา Taco Bell จึงเป็นการรักษาพื้นที่สำคัญไว้ได้ แม้จะเสีย KFC สหรัฐฯ ไปให้คู่แข่ง ขณะที่ Coca-Cola ได้ช่องทางจำหน่ายเพิ่มจาก KFC ไปแทน.