รัฐบาลปักกิ่งประกาศเป้าหมายสร้างเครือข่ายบล็อกเชนระดับชาติให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2573 ผ่านแผนพัฒนาดิจิทัล 5 ปีฉบับใหม่ กลยุทธ์นี้เน้นฝังรากเทคโนโลยีลงในภาคการค้า การเงิน และการผลิตในเขตเศรษฐกิจหลัก สะท้อนจุดยืนเด็ดขาดที่กวาดล้างคริปโตเคอร์เรนซีแต่พร้อมก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจบล็อกเชนโลก
คณะกรรมการกิจการไซเบอร์สเปซส่วนกลาง (Central Cyberspace Affairs Commission) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เผยแพร่แผนพัฒนาสารสนเทศแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แผนฉบับนี้กำหนดเส้นตายชัดเจนในปี 2573 สำหรับการวางโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายบล็อกเชนทั่วประเทศให้ครอบคลุมการใช้งานจริง เป้าหมายหลักคือการยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีและกระตุ้นการหมุนเวียนซื้อขายข้อมูลในระบบเศรษฐกิจ
รายละเอียดของแผนมุ่งเป้าไปที่สองพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ รัฐบาลจะอัดฉีดการใช้งานบล็อกเชนเข้าสู่ภาคการค้าและการเงินในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze River Delta) ขณะเดียวกันจะขยายผลการใช้งานระดับมหภาคในอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตรครอบคลุมพื้นที่เฉิงตู-ฉงชิ่ง (Chengdu-Chongqing) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ การเจาะจงพื้นที่เหล่านี้ตอกย้ำว่าจีนกำลังใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแก้ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มาเติมเต็มแผนพัฒนาชาติซึ่งประกาศไปเมื่อเดือนมีนาคม ประกอบกับนโยบายร่วมระหว่างผู้นำระดับสูงของพรรคและคณะมนตรีแห่งรัฐ (State Council) เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 คำสั่งที่ออกมาอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลชุดนี้
ทิศทางของปักกิ่งต่อนวัตกรรมนี้ชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2562 เมื่อประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) สั่งการให้เพิ่มการลงทุนและยกระดับบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีแกนหลักของชาติ แม้ทางการจีนจะสั่งแบนกิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโตหรือบิทคอยน์อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ดีการแยกส่วนสินทรัพย์เก็งกำไรออกจากเทคโนโลยีฐานราก คือสูตรสำเร็จที่จีนเลือกใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพและควบคุมความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
สัญญาณนี้สั่นสะเทือนถึงภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วอาเซียนรวมถึงไทย การที่จีนสร้างเครือข่ายบล็อกเชนระดับชาติสำเร็จจะเปลี่ยนมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานและการค้าข้ามพรมแดนใหม่ทั้งหมด ผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดจีนอาจต้องเตรียมรับมือกับมาตรฐานข้อมูลชุดใหม่ในอนาคตอันใกล้ นี่คือจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ภาคเอกชนต้องจับตา ไม่ใช่มองแค่กระแสเก็งกำไรในตลาดทุน แต่ต้องมองลึกถึงสถาปัตยกรรมทางการเงินที่กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่โดยมหาอำนาจแห่งเอเชีย