xs
xsm
sm
md
lg

KTB เผย Q3/69 กำไรสุทธิ 12,582 ล้านบาท พอร์ตสินเชื่อโตแรง 10%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรุงไทย เผยในไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 12,582 ล้านบาท คืบหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจตามแผนยึกลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญการบริหารเงินทุนรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน


*ธนาคารกรุงไทย [KTB] เปิดเผยในไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 12,582 ล้านบาท ลดลง 13.9% จากไตรมาส 3/68 (YoY) ที่มีกำไรสุทธิ 14,620 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาส 2/69 (QoQ) ที่มีกำไรสุทธิ 12,125 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนปี 69 มีกำไรสุทธิ 37,145 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 37,456 ล้านบาท

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/69 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/68 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,582 ล้านบาท สินเชื่อขยายตัว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจ ขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ สอดคล้องกับการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ มี NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 2.93% รักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 205.3% ส่วน Credit Cost ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด

ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.5% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุก บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 2.44% โดยธนาคารยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้น 6.2% จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution
ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 38.4% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย

สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปี 69 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,145 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 13.0 ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของธุรกิจ Wealth การขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับ 38.8% ลดลงจาก 40.1% โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม โดยมี credit cost อยู่ที่ 0.98% ณ 30 ก..ย. 69 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (%CET1) ที่ 18.66% และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (%CAR) ที่ 20.70% ซึ่งอยู่ในระดับสูง

โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินกองทุน อย่างมีวินัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอโดยรักษาระดับของ Liquidity Coverage ratio (LCR) อย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
ในปี 69 Fitch Ratings และ Moodys Investors Service ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคาร พร้อมปรับแนวโน้ม (Outlook) เป็น stable จาก negative สอดคล้องกับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

นายผยง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดย K-shape ขาขึ้นกระจุกตัวในภาคการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center ขณะที่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศได้จำกัด ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน

ภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบ K-shape ขาล่าง โดยเฉพาะข้อจำกัดในการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนผ่านสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบช่วงปลายเดือนกันยายน ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ธนาคารจึงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ และเดินหน้าดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกตามกลุ่มเป้าหมายและฟื้นฟูศักยภาพทางการเงินอย่างสมดุล และการสนับสนุนมาตรการภาครัฐ อาทิ โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส SMEs Credit Boost และ SMEs Secure Plus เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ธนาคารเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.8% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวเล็กน้อย และธุรกิจ Wealth ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมุ่งเน้นการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และการบริหารจัดการคุณภาพ portfolio อย่างระมัดระวัง

*เดินหน้าปรับโครงสร้าง พร้อมต่อยอด PromptFund รองรับซื้อขายกองทุนแบบเรียลไทม์

ธนาคารและกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้จัดตั้ง บริษัท กรุงไทย อลิอันซ์ โฮลดิ้ง จำกัด (KTAH) และบริษัท กรุงไทย แคปปิเทล โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อจัดโครงสร้างการบริหารตามประเภทธุรกิจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งด้าน Shared Service, Digital Technology and Innovation และ Wealth Creation ควบคู่กับการเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท วินเพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (WIN) ซึ่งประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและติดตามหนี้ (Recovery Engine) การปรับโครงสร้างครั้งนี้มุ่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการเงินทุนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการเติบโตระยะยาวตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

โดยเมื่อ 21 ตุลาคม 2569 โดย KTAH เข้าซื้อหุ้นสามัญของ WIN จำนวน 5,000,000 หุ้น (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.00) จากเคทีซี โดยก่อนการเข้าทำธุรกรรม KTAH มิได้ถือหุ้นใน WIN และภายหลังการเข้าทำธุรกรรม KTAH จะถือหุ้นของ WIN จำนวน 5,000,000 หุ้น (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.00) เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคาร เสริมสร้างการบริหารและติดตามหนี้ (Recovery Engine) ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

และ KTAH เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) จำนวน 25,050,000 หุ้น (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.05) จากเคทีซี โดยก่อนการเข้าทำธุรกรรม KTAH มิได้ถือหุ้นใน KTBL ขณะที่ธนาคารถือหุ้นของ KTBL คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.95 ทั้งนี้ ในวันเดียวกันกับการเข้าทำรายการระหว่างเคทีซีและ KTAH นั้น ธนาคารจะโอนหุ้นใน KTBL ที่ถืออยู่ทั้งหมด (กล่าวคือ จำนวน 24,950,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.95) ให้แก่ KTAH ส่งผลให้ภายหลังการทำธุรกรรมระหว่างเคทีซีและ KTAH และธุรกรรมระหว่างธนาคารและ KTAH นั้น KTAH จะถือหุ้นของ KTBL รวมจำนวน 50,000,000 หุ้น (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.00) วัตถุประสงค์ในการเข้าซื้อหุ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคาร และกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ธนาคารเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตาม 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างคุณค่า (Value-Led) ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันทางการเงินที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น พร้อมต่อยอดนวัตกรรมบริการลงทุนด้วย PromptFund ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รองรับการซื้อขายกองทุนแบบเรียลไทม์ ซื้อรับหน่วยลงทุนทันที ขายรับเงินทันทีตอบโจทย์การลงทุนและบริหารสภาพคล่องของลูกค้า

ธนาคารยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยร่วมกับภาครัฐ ธนาคารโลก และพันธมิตรภาคเอกชน ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอนเพื่อเชื่อมโยงโครงการ Low Carbon เข้ากับแหล่งเงินทุนและการลงทุนจริง พร้อมต่อยอดความร่วมมือบนเวที IMFWorld Bank Group Annual Meetings 2026 สู่การขยายผลในระดับประเทศ ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามแนวคิด 60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต