xs
xsm
sm
md
lg

“SCBX” 9 เดือนกำไรหด 14.3% เหลือ 3.19 หมื่นล้าน บอนด์ยิลด์พุ่งฉุดพอร์ตลงทุนพลิกขาดทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



SCBX กำไรสุทธิ 9 เดือน 31,989 ล้านบาท ลดลง 14.3% ขณะที่ไตรมาส 3 กำไร 10,677 ล้านบาท ลดลง 4% จากไตรมาสก่อน หลังบอนด์ยิลด์ปรับสูงกดดันมูลค่าตราสารหนี้ ส่งผลให้รายได้ลงทุนและค้าพลิกขาดทุน 424 ล้านบาท แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและค่าธรรมเนียมยังแข็งแกร่ง สินเชื่อโต 2.4% เดินหน้าใช้ AI ลดต้นทุน เตรียมเปิดธนาคารไร้สาขา พร้อมเปลี่ยนผู้นำองค์กรต้นปี 2570


นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2569 ว่า กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 10,677 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิรวม 31,989 ล้านบาท ลดลง 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ รายได้จากการลงทุนและการค้าในไตรมาส 3 พลิกเป็นผลขาดทุน 424 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไร 2,552 ล้านบาท สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันผลกำไรของกลุ่มในไตรมาสนี้ แม้การดำเนินธุรกิจหลักยังมีเสถียรภาพ

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 27,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.07% ขณะที่สินเชื่อรวมขยายตัว 2.4% จากสิ้นปี 2568 ภายใต้นโยบายการเติบโตอย่างคัดสรร โดยมีสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อดิจิทัลของกลุ่ม Gen 2 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 11,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรกขยายตัว 12.8% สูงกว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปี โดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญ แม้กิจกรรมการลงทุนของลูกค้าชะลอตัวจากระดับสูงในช่วงครึ่งปีแรก ตามภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ

ขณะเดียวกัน SCBX ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุน โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไตรมาส 3 จำนวน 16,363 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 6.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 42.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เนื่องจากรายได้จากการลงทุนลดลง ไม่ได้เกิดจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ขณะที่อัตราส่วนดังกล่าวในงวด 9 เดือนแรกอยู่ที่ 42.1% สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้

ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์มีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 มาอยู่ที่ 2.95% หลังการบริหารจัดการหนี้เชิงรุก ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ และการตัดหนี้สูญอย่างคัดสรร

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วน NPL ของกลุ่ม SCBX เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.17% เป็น 3.21% โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับพอร์ตสินเชื่อของ AutoX ตามแผน ขณะที่การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.8% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ลดลงมาอยู่ที่ 1.37%

ส่วนอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 159.4% และอัตราส่วนเงินกองทุนตามกฎหมายอยู่ที่ 18.5% สะท้อนฐานะเงินกองทุนและเงินสำรองที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

นายอาทิตย์กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนให้เห็นว่าความผันผวนกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ทั้งจากตลาดการเงินและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดัน

“ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนว่าความผันผวนได้กลายเป็นบริบทสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป ทั้งจากตลาดการเงินและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงกระจุกตัวในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดัน” นายอาทิตย์กล่าว

ทั้งนี้ SCBX ยังคงยึดแนวทางดำเนินธุรกิจ 3 ด้าน ได้แก่ การเติบโตอย่างมีคุณภาพ การขยายฐานรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก ควบคู่กับการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการดำเนินงานทั่วทั้งกลุ่ม

นอกจากนี้ กลุ่มยังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) โดยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระบบและประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อรองรับภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน SCBX ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูงและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้าที่มีศักยภาพในการฟื้นตัว ตลอดจนเร่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

สำหรับการเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กร นายอาทิตย์ระบุว่า ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม SCBX ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยได้ร่วมกันเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อให้การส่งต่อการบริหารเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถดำเนินกลยุทธ์ของกลุ่มได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว