xs
xsm
sm
md
lg

น้ำมันรั่วแล้วค่อยแก้ “วราวุธ” ลงพื้นที่ปราจีนฯ ฝากโรงงานคิดเผื่ออนาคต ชง CSR เยียวยาใจชาวบ้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ปัญหาเกิดแล้วค่อยหาทางแก้ ความเสียหายเกิดแล้วค่อยคิดเรื่องเยียวยา ส่วนมาตรการป้องกันก็ฝากให้กลับไปคิดเผื่ออนาคต ภาพการลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาเพื่อติดตามกรณีคราบน้ำมันรั่วไหลจากโรงงาน สะท้อนโจทย์สำคัญของการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดมาตรการป้องกันจึงมักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างจริงจังหลังเกิดปัญหาไปแล้ว

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายวราวุธพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้ารับฟังข้อมูลจากบริษัท กรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมกำชับให้ผู้ประกอบการหาแนวทางแก้ไขและเยียวยาความเสียหาย รวมถึงเตรียมมาตรการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วม ซึ่งอาจทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก

นายวราวุธยังเสนอให้โรงงานทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR เพื่อฟื้นฟูความรู้สึกของประชาชนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนโดยรอบ โดยมองว่าหากโรงงานดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดปัญหาก็จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจและพร้อมร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ได้มากขึ้น

สำหรับแนวคิดดังกล่าวฟังดูดีในแง่การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงงานกับชุมชน แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การทำ CSR กับการรับผิดชอบต่อความเสียหายเป็นคนละเรื่องกัน กิจกรรมเพื่อสังคมอาจช่วยฟื้นฟูความรู้สึกได้ แต่ไม่อาจทดแทนการชดใช้ความเสียหาย การตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำได้ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบย่อมต้องการมากกว่าคำขอโทษหรือกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และจะไม่ต้องกลับมาเผชิญเหตุการณ์เดิมอีก

สิ่งที่น่าคิดคือ คำแนะนำให้ผู้ประกอบการกลับไปพิจารณาว่าควรสร้างคันกั้นรอบโรงงานหรือไม่ และต้องมีความสูงเท่าใดจึงจะเหมาะสม หากความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นสิ่งที่สามารถประเมินล่วงหน้าได้ คำถามก็คือ ก่อนเกิดเหตุมีการประเมินความเสี่ยงและเตรียมแผนรับมือไว้อย่างเพียงพอแล้วหรือยัง เพราะหากต้องรอให้เกิดความเสียหายก่อนจึงค่อยมาคิดเรื่องป้องกัน ก็เท่ากับว่าประชาชนและสิ่งแวดล้อมต้องแบกรับความเสี่ยงจากช่องโหว่ของระบบไปก่อน

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยังสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ไม่ทำงานเพียงลำพัง โดยเสนอให้กรมควบคุมมลพิษและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและสร้างความมั่นใจว่าไม่มีการกลั่นแกล้งผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นหลักการที่ควรสนับสนุน แต่การทำงานร่วมกันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อผลตรวจสอบมีความชัดเจน โปร่งใส และเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ ไม่ใช่เพียงมีหลายหน่วยงานร่วมลงพื้นที่แล้วเรื่องค่อย ๆ เงียบหายไป

นายวราวุธยังเตือนด้วยว่า ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีตอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่พบได้มากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วม จึงฝากให้ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมจังหวัดเตรียมมาตรการป้องกันการรั่วไหลให้รัดกุมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมต้องการเห็นหลังการลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงคำสั่งให้กลับไปคิดหาทางป้องกัน หรือข้อเสนอให้ทำกิจกรรม CSR เพื่อฟื้นฟูความรู้สึกของชาวบ้าน แต่เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ความเสียหายเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด ใครต้องรับผิดชอบ จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร และจะมีมาตรการตรวจสอบติดตามต่อเนื่องหรือไม่ โดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นทันทีหลังเกิดเหตุ

เพราะในที่สุดแล้ว การลงพื้นที่รับฟังปัญหาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ผลงานที่ใช้ปิดจบเรื่องได้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่หากไม่จัดการที่ต้นเหตุ ปัญหาเดิมก็มีโอกาสกลับมาได้อีก และทุกครั้งที่เกิดเหตุ ผู้ที่ต้องรับผลกระทบก่อนใครก็มักเป็นประชาชนในพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการค่อยตามมาแก้ไขภายหลัง

ทั้งนี้ถึงเวลาที่การบริหารจัดการอุตสาหกรรมต้องก้าวข้ามการตามแก้ปัญหาไปสู่การป้องกันอย่างเป็นระบบ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่เห็นรัฐมนตรีลงพื้นที่หลังเกิดเหตุ แต่คือการมีหลักประกันว่าจะไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายก่อน จึงจะมีคนหันมาใส่ใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง