xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) “ยาดมหัวโตป้าต้อย” ปลุกอัตลักษณ์ทวารวดี! ต่อยอดภูมิปัญญาบรรพบุรุษ สู่ของฝากเมืองอู่ทอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



จากตำรับยาหม่องภูมิปัญญาบรรพบุรุษ สู่การสร้างสรรค์ “ยาดมหัวโตป้าต้อย” ผลิตภัณฑ์ชุมชน จ.สุพรรณบุรี ที่นำเอกลักษณ์ประติมากรรมคนแคระสมัยทวารวดีมาปั้นเป็นหัวยาดมด้วยมือ 100% ผสานสมุนไพรไทย สร้างความแตกต่างจากยาดมทั่วไป พร้อมต่อยอดเป็นของฝากและกิจกรรมเวิร์กช็อปสำหรับนักท่องเที่ยว หวังเพิ่มกำลังการผลิตและสืบสานอัตลักษณ์เมืองอู่ทองสู่คนรุ่นใหม่


นางเครือวัลย์ คล้ายจินดา หรือ ป้าต้อย ประธานศูนย์การเรียนรู้และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแจงพัฒนาและแบรนด์ “ยาดมหัวโตป้าต้อย” จ.สุพรรณบุรี เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแจงพัฒนาเริ่มต้นมาจากการรวมกลุ่มเพื่อหากิจกรรมทำในหมู่บ้าน โดยตำรับยาหม่องนั้นเป็นสูตรภูมิปัญญาที่ได้รับถ่ายทอดมาจากรุ่นย่า พ่อและแม่ของป้าต้อย ป้าต้อยได้นำเอาสูตรยาหม่องมาพัฒนาจนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับมากว่า 10 ปี จนในปี 2551 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมา


“ยาดมป้าต้อยหัวโต” ถูกพัฒนาขึ้นมาจากรูปลักษณ์ของวัตถุโบราณสมัยทวารวดีอายุนับพันปีอย่าง “กุฑุ” และ “คนแคระ” เป็นวัตถุโบราณที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองและเป็นสถานที่เก็บสมบัติอันล้ำค่าสมัยทวารวดีมากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งป้าต้อยได้พัฒนาเอารูปลักษณ์จาก “คนแคระ” มาปั้นเป็นหัวยาดมและตั้งชื่อว่า “ยาดมหัวโตป้าต้อย” โดยวัตถุประสงค์ในการผลิตคือต้องการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยวและเพื่อเป็นของฝากของที่ระลึก รวมถึงมีกิจกรรมเวิร์คช็อปให้ทำยาดมด้วยตัวเอง


ทั้งนี้ความเชื่อโบราณยังเชื่อว่าสัญลักษณ์ของ “คนแคระ” คือสัญลักษณ์ของความโชคดี มั่งคั่งและร่ำรวย ซึ่งทางแบรนด์ได้นำความเชื่อดังกล่าวมาใส่ไว้ในการออกแบบ โดยทางแบรนด์เชื่อว่าหากมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่เมืองอู่ทองทีทั้งที่ไม่ได้หยิบยาดมติดมือกลับไปและหยิบกลับไป ต่างก็เชื่อว่าจะเกิดความโชคดีต่อตัวเอง


จุดเด่นของ “ยาดมหัวโตป้าต้อย” นั้นจะโดดเด่นด้านการปั้นมือ 100% รูปทรงหัวยาดมจะผ่านการปั้นมือทุกชิ้น พร้อมกับมีลวดลายและหน้าตาคล้าย “คนแคระ” สมัยทวารวดี ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ชายหญิงสมัยทวารวดี พยาบาล กระเหรี่ยง ชาวไทยพวน ช้าง และสัญลักษณ์ของประเทศไทย รวมกว่า 20 แบบ ใช้ดินไทยที่ถูกวิจัยมาคล้ายกับดินญี่ปุ่น โดยมีขั้นตอนรวมทั้งหมด 5 วันได้แก่วันที่ 1 ปั้นเฉพาะหัวกลมและทิ้งไว้ให้แห้ง วันที่ 2 เริ่มปั้นหมวก ผม คิ้วและคาง วันที่ 3 เริ่มเขียนตา เขียนจมูก ปาก และทิ้งไว้ให้แห้ง วันที่ 4 ทิ้งให้แห้งจนสนิท และวันที่ 5 ลงสีเคลือบเงา ทั้งหมดใช้เวลาครบกระบวนการ 5 วัน เสร็จสิ้น


ในช่วงปี 2556 หน่วยงาน อพท. เริ่มเข้ามาติดต่อและนำสินค้าไปออกบูธในงานแสดงสินค้าราคาเริ่มต้น 79 บาท หลังจากนั้นได้มีการเพิ่มขนาดเป็นขนาดเล็ก 59 บาท ขนาดใหญ่ 79 บาท ปัจจุบันมีการปรับราคา ตัวใหญ่ 159 บาท ตัวเล็ก 139 บาทและมีสายคล้องคอราคา 175 บาท นอกจากนี้ยาดมหัวโตมีทั้งหมด 1 สูตร โดยมีสโลแกนว่า “ลมหายใจที่ออกแบบได้” ส่วนยาหม่องมีทั้งหมด 2 กลิ่นได้แก่ 1.กลิ่นตะไคร้ และ 2.กลิ่นบัว ซึ่งยาดมหัวโตของป้าต้อยมีส่วนผสมของสมุนไพรไทยเป็นหลัก โดยรับซื้อจากชาวบ้านในชุมชนและปลูกเอง


การตลาดแบบชาวบ้าน เนื่องจากเป็นกลุ่มชาวบ้านทำช่วยกันจึงไม่ได้มีการโปรโมตผ่านช่องทางออนไลน์มากนัก จะเน้นบอกต่อปากต่อปากและให้ทางหน่วยงานสนับสนุนช่วยส่งเสริมเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมสถานโบราณในจังหวัด โดยทาง อพท. ได้มีการเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในชุมชน เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาก็มักจะหยิบจับยาดมกลับไปด้วยและเกิดการบอกต่อ


แม้ว่ายมดมยาหอมในประเทศไทยจะมีหลายแบรนด์ แต่สิ่งที่ยาดมหัวโตป้าต้อยแตกต่างคือการใส่จิตวิญญาณของคนทวารวดีและผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและส่งต่อไปยังรุ่นหลังได้ ซึ่งการนำเอาเอกลักษณ์ของสมัยทวารวดีมาปั้นเป็นหัวยาดมนั้น สร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ยาดมหัวโตป้าต้อยได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่ถูกค้นพบมากนัก ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคาดหวังให้คนรุ่นใหม่หรือเด็กในชุมชนได้รู้จักถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและอัตลักษณ์สมัยทวารวดี


เป้าหมายต่อไปของแบรนด์ยาดมหัวโตป้าต้อยคือการเพิ่มกำลังการผลิตเข้ามาเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยว พร้อมกับพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชนใน อ.อู่ท่อง จ.สุพรรณบุรี นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังได้รู้จักกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธพว. หรือ SME D Bank ที่เข้ามาสนับสนุนเรื่อเงินทุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และช่วยส่งเสริมเรื่องการทำธุรกิจให้เติบโตขึ้นได้


อย่างไรก็ตามแบรนด์ “ยาดมหัวโตป้าต้อย” เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นมาจากความเชื่อและอัตลักษณ์สมัยทวารวดีที่ส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสมุนไพรไทย โดยสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ได้อย่างชัดเจน แม้จะเติบโตในระดับชุมชนแต่มีการพัฒนาและตั้งเป้าหมายให้แบรนด์ได้เติบโตได้ในอนาคตเพื่อที่จะคงความเป็นอัตลักษณ์เมืองอู่ทองและสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ผ่านการสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมา




* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *