ครม.เงา เตือนสติรัฐบาลอย่ามัวแต่หลงคำชมงาน IMF-World Bank แนะเร่งแก้โจทย์สร้างความเชื่อมั่น-ดึงลงทุน ขณะที่ประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือ คำเตือนเรื่องวินัยการคลัง การลดหนี้ครัวเรือน และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด แทนการดำเนินนโยบายประชานิยม สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ การประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตานักลงทุนและนานาชาติได้มากขึ้นเพียงใด
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 16 โดยแสดงความเห็นต่อการจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคมที่ผ่านมาระบุว่า แม้ต้องแสดงความยินดีกับรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่สามารถจัดการประชุม IMF-World Bank ได้อย่างเรียบร้อย แต่มี 2 ประเด็นสำคัญที่ต้องฝากถึงรัฐบาล
ประเด็นแรก คือการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนภายในประเทศ ทั้งที่รัฐบาลประกาศความมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นสะพานเชื่อมที่นานาประเทศไว้วางใจในการลงทุนและการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งระหว่างการประชุมมีกลุ่มประชาชนออกมาประท้วงนโยบายของ IMF และธนาคารโลก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยฝ่าย IMF ยังส่งผู้แทนไปรับฟังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม แต่กลับไม่ปรากฏว่ารัฐบาลไทยส่งผู้แทนไปรับฟัง
นายวีระยุทธ กล่าวว่า แม้ภายในการประชุมจะมีพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมนานาชาติมาแลกเปลี่ยนมุมมองและแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างๆ แต่กลับไม่มีเวทีในลักษณะเดียวกันสำหรับภาคประชาสังคมไทย จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่รัฐบาลต้องการสร้างความไว้วางใจจากนานาชาติ แต่กลับไม่เริ่มต้นจากการรับฟังความเห็นที่แตกต่างภายในประเทศของตนเอง
ส่วนประเด็นที่สอง คือ เรื่องการจ้างงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของ IMF และธนาคารโลก โดยเฉพาะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานทั่วโลก ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลกประมาณ 1,200 ล้านคน แต่จะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นเพียง 400 ล้านตำแหน่ง สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ในการสร้างงานให้เพียงพอกับจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้น
นายวีระยุทธ ระบุว่า แม้รัฐบาลไทยจะเข้าร่วมการประชุมและกล่าวถึงประเด็นดังกล่าว แต่ก็ยังไม่เห็นแผนการที่เป็นรูปธรรมว่า จะเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ รวมถึงแรงงานที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างไร
ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับตัวเลขการลงทุนและจีดีพี มากกว่าการพิจารณาว่าการลงทุนเหล่านั้นจะสร้างงานให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังมีแนวคิดปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณจีดีพี ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจปรับสูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาการจ้างงานและความเสี่ยงตกงานของประชาชนจะได้รับการแก้ไข รัฐบาลจึงควรกลับมาให้ความสำคัญกับนโยบายสร้างงานที่เป็นรูปธรรม แทนการมุ่งเน้นเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ นางเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นการต่อต้านการทุจริตและธรรมาภิบาล ซึ่งมีการหยิบยกขึ้นหารือในวงสนทนาระหว่างภาคประชาสังคมกับคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF โดยมีคำถามถึงเหตุผลที่ IMF ไม่ได้จัดให้ประเด็นการทุจริตเป็นหัวข้อพิเศษเช่นในอดีต โดยกรรมการผู้จัดการ IMF ยืนยันว่าองค์กรยังคงให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล โดยเน้นว่า พลังของภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการทำให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาทุจริตไม่สามารถอาศัยเพียงการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสเท่านั้น แม้การที่อธิบดีกรมบัญชีกลางรับปากว่า จะเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปีจะเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ การสร้างระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ รวมถึงการละเลยไม่ตัดสินใจในเรื่องที่ควรดำเนินการ
นอกจากนี้ นางเพียงพนอ ยังกล่าวอีกว่า หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางด้านธรรมาภิบาลและมาตรฐานของ OECD จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความรับผิดรับชอบต่อการใช้อำนาจอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ
ทางด้านนายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายการต่างประเทศ ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรหลงประเด็นไปกับคำชื่นชมเรื่องความสามารถในการจัดประชุม เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการต้อนรับและจัดงานระดับนานาชาติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การประชุม IMF-World Bank ในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ไปจนถึงการประชุม APEC เมื่อปี 2546
ทั้งนี้ ประเทศไทยควรพอใจเพียงแค่การที่นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้ามาพักผ่อนและใช้จ่ายในประเทศไทย ก่อนจะไปลงทุนหรือทำธุรกิจในเวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซียหรือไม่
ขณะที่ประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือ คำเตือนเรื่องวินัยการคลัง การลดหนี้ครัวเรือน และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด แทนการดำเนินนโยบายประชานิยม สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ การประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตานักลงทุนและนานาชาติได้มากขึ้นเพียงใด
นายพิศาล ยังกล่าวถึงโอกาสทางการทูตเศรษฐกิจที่สูญเสียไป จากการที่สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุม ซึ่งครม.เงาเคยเสนอให้รัฐบาลไทยวางแผนล่วงหน้าและส่งหนังสือเชิญรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทกำหนดนโยบายซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทย ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและการประสานงานเชิงรุกในกรุงวอชิงตัน ซึ่งกรณีนี้ตนมีคำถามถึงประสิทธิภาพของการใช้บริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพราะหากรัฐบาลมีการว่าจ้างบริษัทดังกล่าวจริง แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการผลักดันเป้าหมายสำคัญทางการทูตได้ ก็ควรพิจารณาประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการว่าจ้าง
สำหรับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD จากข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี แต่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องรอให้เข้าเป็นสมาชิกก่อนจึงจะเริ่มยกระดับธรรมาภิบาลและการปราบปรามคอร์รัปชัน เพราะมีเรื่องท้าทายที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจและลงมือดำเนินการได้ทุกวัน
นอกจากนี้ นายพิศาล ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การได้รับคำชื่นชมว่าประเทศไทยจัดการประชุมระดับโลกได้ดีเพียงใด แต่คือความสามารถของรัฐบาลในการใช้โอกาสดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพเข้าสู่ประเทศ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแผนและความมุ่งมั่นที่ชัดเจนเพียงพอจากรัฐบาล