เมื่อเหรียญคริปโตของบ่อนพนันออนไลน์ข้ามชาติโผล่เข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อสินทรัพย์ดิจิทัลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แห่งประเทศไทย คำถามที่ตามมาไม่ใช่แค่เรื่องความเหมาะสม แต่คือการตั้งคำถามต่อความสุจริตของกระบวนการกำกับดูแลทั้งระบบ เพราะภายในเวลาเพียง 6 เดือน ก.ล.ต. ลดอัตราหักมูลค่าเหรียญบ่อน SHFL จาก 30% เหลือเพียง 20% และจังหวะเวลานั้น บังเอิญตรงกับห้วงที่ภรรยาของผู้ร่วมลงทุนในบ่อน Shuffle.com นั่งอยู่บนเก้าอี้เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ พอดิบพอดี
เมื่อ ก.ล.ต. เปิดประตูรับ "เหรียญบ่อน" จุดเริ่มต้น "เรือหาย" ที่ไม่ควรมีอยู่
วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2569 นายศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมแนบหลักฐานเอกสารทางการสองฉบับของ ก.ล.ต. ที่เหล่าผู้ติดตามการเมือง ต้องร้องอุทาน "อห" ที่ไม่ใช่ "โอ้โห" เพราะมันสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในความโปร่งใส หรือ เน่าในของระบบกำกับดูแลไม่น้อย
เอกสารฉบับแรก ลงวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ระบุว่า เหรียญ SHFL หรือที่นายศิริโชคเรียกว่า "เหรียญบ่อน" ได้รับการบรรจุเข้าไปอยู่ในบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลของ ก.ล.ต. ไทย โดยกำหนดอัตราหักมูลค่าในการคำนวณเงินกองทุนไว้ที่ 30%
เอกสารฉบับที่สอง ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568 อัตราหักมูลค่าของเหรียญบ่อน SHFL ลดลงเหลือ 20%
ผ่านไปเพียง 6 เดือน กฎเกณฑ์เปลี่ยน เงื่อนไขผ่อนคลาย และที่สำคัญที่สุด "ผู้ที่ถือเหรียญบ่อน SHFL อยู่ในมือได้ประโยชน์โดยตรง"
มาถึงตรงนี้ คนไทยหลายคน งง และ สงสัยว่า "เหรียญบ่อน" คืออะไร แล้วทำไมเหรียญบ่อน SHFL มันไม่ควรอยู่ในระบบของไทย
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น นายศิริโชคอธิบายกลไกของเหรียญบ่อน SHFL ไว้อย่างละเอียดว่า
เหรียญ SHFL เป็นเหรียญคริปโตที่บ่อนพนันออนไลน์ Shuffle.com สร้างขึ้นเพื่อใช้ในระบบนิเวศการพนันของตัวเองโดยเฉพาะ ผู้เล่นสามารถนำเหรียญบ่อน SHFL ไปใช้เดิมพันในคาสิโนออนไลน์หรือแทงพนันกีฬา และยังได้สิทธิพิเศษอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโบนัส เหรียญแจกฟรี หรือสิทธิลุ้นรางวัลประจำสัปดาห์
ยิ่งไปกว่านั้น Shuffle.com ยังนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาซื้อเหรียญบ่อน SHFL เพื่อทำลายทิ้ง (Burn) ลดจำนวนเหรียญที่หมุนเวียนในตลาด ซึ่งกลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ราคาเหรียญบ่อน SHFL มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามหลักอุปทานและอุปสงค์ และเพื่อล่อใจให้นักลงทุนซื้อสะสมเหรียญบ่อน SHFL เอาไว้
กล่าวให้ตรงที่สุด เหรียญบ่อน SHFL คือ "เครื่องมือส่งเสริมธุรกิจพนัน" ที่ถูกแปลงร่างมาอยู่ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล
และการพนันออนไลน์ในลักษณะนี้ ผิดกฎหมายไทย
"โครโนโลยีอันน่าสะพรึง เส้นเวลาที่โคตรจะบังเอิญเกินไปมั้ย??"
สิ่งที่ทำให้คดีนี้กลายเป็น "ระเบิดเวลา" ทางการเมืองและเศรษฐกิจคือลำดับเหตุการณ์ที่เรียงตัวกันอย่างน่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง
พ.ศ. 2565 นายไทหยาง จาง สามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เข้าลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบ่อน Shuffle.com และมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
ต่อมา 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566 นางสาวสุชาดาได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เรื่อยมาจนถึง มีนาคม พ.ศ. 2567 "เหรียญบ่อน SHFL" เริ่มซื้อขายในตลาดต่างประเทศ โดยโครงการกันเหรียญบ่อน SHFL ไว้ถึง 88 ล้านเหรียญสำหรับผู้มีส่วนร่วมในระยะแรก (Early Participants) ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า "นายไทหยาง" ซึ่งเข้าร่วมตั้งแต่ช่วงต้น..........ได้รับจัดสรรเหรียญนี้ไว้ด้วยหรือไม่?
จนกระทั่งวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568 "เหรียญบ่อน SHFL" ปรากฏในบัญชีอัตราหักมูลค่าของ ก.ล.ต. ที่ระดับ 30%
ต่อมาวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568 นางสาวสุชาดาได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระทรวงนี้มีอำนาจโดยตรงเพราะเป็นกระทรวงเจ้าภาพที่มีบทบาทโดยตรงในการปราบปรามการพนันออนไลน์
ไม่นานหลังจากนั้นวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ก.ล.ต. ออกมาเผยแพร่บัญชีฉบับใหม่ โดยอัตราหักมูลค่า "เหรียญบ่อน SHFL" ลดจาก 30% เหลือ 20%
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นางสาวสุชาดา (ไอเดียร์) ยังดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ อย่างครบถ้วน
ตัวเลขเป็นวิทยาศาสตร์ มันพูดแทนทุกสิ่ง "เมื่อ 10% ไม่ใช่แค่ตัวเลข"
เพื่อให้เห็นว่าการลดอัตราหักมูลค่าจาก 30% เหลือ 20% มีนัยสำคัญซ่อนเร้นยังไง นายศิริโชคยกตัวอย่างที่ให้คนไม่เก่งคณิตศาสตร์เข้าใจได้ง่ายๆทันที
สมมติว่าผู้ประกอบธุรกิจคริปโตที่ได้รับใบอนุญาตถือเหรียญบ่อน SHFL มูลค่า 100 ล้านบาท
ภายใต้กฎเกณฑ์เดิม (หักมูลค่า 30%) — ต้องหักออก 30 ล้านบาท เหลือนับในเงินกองทุนได้ 70 ล้านบาท
ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ (หักมูลค่า 20%) — หักออกเพียง 20 ล้านบาท เหลือนับในเงินกองทุนได้ 80 ล้านบาท
เพียงการเปลี่ยนเกณฑ์ครั้งเดียว ผู้ถือเหรียญบ่อน SHFL สามารถนับมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที 10 ล้านบาทต่อทุก 100 ล้านบาทที่ถือครอง
และผลพลอยได้ที่ตามมา "เมื่อการถือเหรียญบ่อน SHFL" ให้สิทธิประโยชน์ทางการเงินมากขึ้น แรงจูงใจในการซื้อสะสมเหรียญบ่อน SHFL ก็เพิ่มสูงขึ้นตาม ความต้องการในตลาดขยายตัว และราคาเหรียญที่ผู้ลงทุนรายแรกถืออยู่ในมือก็มีโอกาสพุ่งสูงตามลำดับ
นอกจากนี้นายศิริโชคยิงคำถามตรง ๆ ไปยังสำนักงาน ก.ล.ต. แบบไม่เสียเวลาร่ายรำหน้าโรงว่า
1.ประเทศไทยมีศูนย์ซื้อขายคริปโต หรือ แพล็ตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตกี่แห่งที่อนุญาตให้ซื้อขาย "เหรียญบ่อน SHFL "ได้? ขอชื่อที่ชัดเจน
2.หากไม่มีแม้แต่แห่งเดียวที่เปิดให้ซื้อขาย "เหรียญบ่อน SHFL" ได้ แล้ว ก.ล.ต. นำเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมายเข้ามาอยู่ในบัญชีตั้งแต่แรกเพื่อวัตถุประสงค์ใด?
3.เหตุใดจึงต้องลดอัตราหักมูลค่า "เหรียญบ่อน SHFL" จาก 30% เหลือ 20%? ใครเป็นผู้เสนอ? ใครเป็นผู้ตัดสินใจ? และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือใคร?
4.มีการใช้อิทธิพลหรือสายสัมพันธ์ทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงกระบวนการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นอุปสงค์ และ "ดันราคาเหรียญบ่อน SHFL" ให้สูงขึ้นหรือไม่?
และที่รุนแรงที่สุดในบรรดาคำถามทั้งหมด นายศิริโชคกล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ Bitkub หรือ Shuffle.com อีกต่อไปแล้ว แต่ ก.ล.ต. ต้องหันมาพิสูจน์ความโปร่งใสของตัวเอง และตรวจสอบการตัดสินใจของตัวเองด้วย....ซึ่งการจะบอกว่าโปร่งใสนั้น ต้องมาจากการรับรองของคนอื่น ไม่ใช่มาจากการอวยตัวเอง
มิติที่ลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลกลายเป็นโล่ปกป้อง "คนของใคร"
ในโลกของการกำกับดูแลตลาดทุน อัตราหักมูลค่าสินทรัพย์ (Haircut Rate) ในการคำนวณเงินกองทุน (Net Capital) ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของสินทรัพย์แต่ละประเภท สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า มีสภาพคล่องต่ำกว่า หรือผูกโยงกับกิจกรรมที่มีปัญหาทางกฎหมาย ควรได้รับอัตราหักมูลค่าที่สูงกว่า ไม่ใช่ต่ำกว่า
แต่ในกรณีของเหรียญบ่อน SHFL กลับเป็นตรงกันข้าม เหรียญที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมธุรกิจพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมายในไทย กลับได้รับการ "ผ่อนปรน" ในช่วงเวลาที่ภรรยาของผู้ลงทุนคนสำคัญในบ่อนแห่งนั้นนั่งอยู่ในตำแหน่งสำคัญของรัฐบาล
หากนี่คือ "ความบังเอิญ" ที่มันมีราคาโคตรแพง
เมื่อถึงเวลาที่ระบบต้องตอบ...แต่ระบบกลับพังไม่เหลือชิ้นดี
คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเหรียญคริปโตหนึ่งเหรียญ หรือตัวเลขการปรับเกณฑ์เพียง 10%
คดีนี้คือการตั้งคำถามต่อความเป็นอิสระของกลไกกำกับดูแลตลาดทุนไทย ว่ายังคงทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะอยู่หรือไม่ หรือได้กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้มีอำนาจสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแนบเนียนโดยไม่ทิ้งรอยให้จับได้ง่ายนัก
ก.ล.ต. มีหน้าที่ตอบคำถามนี้ต่อสาธารณชน
ป.ป.ช. มีหน้าที่เปิดเอกสารและขุดคุ้ยความจริงให้ถึงที่สุด
และสังคมไทยก็มีสิทธิ์ที่จะรู้ว่า เส้นแบ่งระหว่างการกำกับดูแลกับการเอื้อประโยชน์ มันถูกลบทิ้งไปตั้งแต่เมื่อใด.......เพราะความเงียบของ ก.ล.ต. ณ วันนี้ ไม่ต่างอะไรกับคำสารภาพโดยปริยาย (แต่เชื่อเถอะ คนไทยร้อยละ 99.99 ลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า "มองมาจากดาวอังคารก็เห็นว่าเด็กใครยังไงก็รอด")