xs
xsm
sm
md
lg

Ledger เจอแฉยับ รู้เบาะแสฮาร์ดแวร์วอลเล็ตเถื่อนนับปีแต่ไร้การเตือนภัยผู้ใช้งาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อดีตซีอีโอศูนย์ซื้อขายบิทคอยน์ Mt.Gox ออกมาแฉความหละหลวมของ Ledger ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ตยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศส หลังพบว่าบริษัทรับทราบรายงานการฝังชิปมัลแวร์ในอุปกรณ์มาตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่กลับเลือกระงับข้อมูลไม่แจ้งเตือนสาธารณชน วิกฤตศรัทธาครั้งนี้ปะทุขึ้นเมื่อเกิดความเสียหายจริงกับนักลงทุนคริปโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนช่องโหว่ร้ายแรงในระบบตัวแทนจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ส่งผลสะเทือนถึงความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก

วิกฤตความเชื่อมั่นระลอกใหม่ในวงการคริปโทเคอร์เรนซีเริ่มต้นขึ้นเมื่อ มาร์ค คาร์เพเลส (Mark Karpeles) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mt. Gox ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ Ledger เขาเปิดเผยเบื้องลึกว่ามีผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยสองรายติดต่อไปยังบริษัทเพื่อเตือนภัยเรื่องการดัดแปลงอุปกรณ์มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ทว่ากลับไม่มีการออกประกาศเตือนภัยสาธารณะใดๆ จากทางผู้ผลิตเลยแม้แต่น้อย พฤติกรรมเพิกเฉยนี้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อมาตรฐานการปกป้องนักลงทุนของแบรนด์ระดับโลก

หลักฐานชิ้นสำคัญมาจาก โจ แกรนด์ (Joe Grand) นักวิจัยด้านความปลอดภัย ซึ่งแจ้งเตือน Ledger ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เขาค้นพบมัลแวร์ฝังตัวอยู่ในฮาร์ดแวร์วอลเล็ตรุ่น Nano X ที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Lazada ในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ทางบริษัทรับทราบเรื่องและอ้างว่ากำลังตรวจสอบภายใน แต่โจวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าองค์กรล้มเหลวในการใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อเตือนลูกค้าถึงภัยคุกคามที่จ่อคอหอย นอกจากนี้ ไท เซน (Tai Zen) นักให้ความรู้ด้านคริปโตชาวเวียดนาม เป็นอีกหนึ่งคนที่แจ้งเบาะแสลักษณะคล้ายกันในช่วงปลายปี 2568

ที่มา: Grand Idea Studio (Joe Grand)
จนกระทั่งวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เมื่อมีรายงานความเสียหายของสินทรัพย์คริปโตที่เชื่อมโยงกับกระเป๋าเงินดิจิทัลซึ่งซื้อผ่าน CryptoBilis ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางบริษัทจำนนต่อหลักฐานและออกมายอมรับว่ามีอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการฝังชิปเถื่อนจริง เมื่อสื่อมวลชนจี้ถามถึงความล่าช้าในการจัดการข้อร้องเรียนของนักวิจัย ตัวแทนของ Ledger กลับปฏิเสธที่จะให้ความเห็นและอ้างอิงเพียงแถลงการณ์เดิมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เท่านั้น

การสืบสวนเชิงลึกพบว่าร้านค้าต้นทางบน Lazada ที่โจซื้ออุปกรณ์มานั้นใช้ชื่อว่า LedgerXXX ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตในไทย แม้ว่าบนแพลตฟอร์มจะมีร้านค้าทางการของแบรนด์อยู่ก็ตาม อาร์ชี (Archie) หัวหน้าฝ่ายขายของ OneKey ชี้ประเด็นว่าตลาดออนไลน์เต็มไปด้วยผู้ค้ารายย่อยอิสระ ลูกค้าจึงแยกแยะร้านค้าทางการออกจากร้านเถื่อนได้ยากมาก จุดบอดนี้ถือเป็นความเสี่ยงร้ายแรงต่อนักลงทุนในอาเซียนที่นิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ ส่งผลให้ OneKey ตัดสินใจระงับรายชื่อตัวแทนจำหน่ายของตนทั้งหมดชั่วคราวเพื่อจัดระเบียบการตรวจสอบใหม่ บริษัทคู่แข่งรายนี้ย้ำชัดเจนว่าผู้ผลิตต้องรับผิดชอบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้ซื้อต้องไปเสี่ยงดวงเอาเอง

ตามรายงานของ มาร์ค คาร์เพเลส ที่อ้างอิงถึง Tai Zen ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอร์เรนซีชาวเวียดนาม ได้ติดต่อ Ledger เกี่ยวกับการฝังชิปในฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ต้องสงสัยในเดือนธันวาคม 2568 แหล่งที่มา: Tai Zen
ปัญหาฮาร์ดแวร์วอลเล็ตดัดแปลงไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่แบรนด์เดียว ในเดือนสิงหาคม 2569 โจยังได้แจ้งเตือน Trezor เกี่ยวกับการพบอุปกรณ์รุ่น Trezor One และ Model T ที่ถูกดัดแปลงวางขายเกลื่อนบนแพลตฟอร์มโซเชียลอย่าง TikTok และ Facebook ทาง Trezor ชี้แจงว่าอุปกรณ์ปลอมมักโผล่มาจากผู้ค้าที่ไม่ได้รับอนุญาต และบริษัทถือว่ารายงานเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าชั้นดีเพื่อนำไปอุดช่องโหว่ความปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าหากพบเคสหลุดรอดจากช่องทางตัวแทนจำหน่ายทางการเมื่อใด บริษัทจะยกระดับความเร็วในการรับมือและแจ้งเตือนผู้ใช้งานโดยตรงทันที

ทั้งนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดถึงนักลงทุนคริปโตทั่วโลกและในไทย ว่าความปลอดภัยไม่ได้จบแค่การเลือกใช้อุปกรณ์เก็บรักษาสินทรัพย์แบบออฟไลน์เสมอไป การปล่อยปละละเลยของแบรนด์ใหญ่ต่อเสียงเตือนล่วงหน้านับปี สะท้อนถึงช่องว่างทางจริยธรรมองค์กรและการบริหารความเสี่ยงที่บกพร่อง ในยุคที่มูลค่าของบิทคอยน์เติบโตอย่างมหาศาล ผู้เล่นระดับสถาบันและนักลงทุนรายย่อยจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของอุปกรณ์จัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างถึงที่สุด เพราะความผิดพลาดเพียงจุดเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียเงินทุนมหาศาลแบบไม่อาจกู้คืน