xs
xsm
sm
md
lg

MSCI ปรับเกณฑ์ดัชนีโลก จ่อถอด Strategy หวั่นกองทุนเทขาย 2.8 พันล้านเหรียญ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



MSCI ประกาศบังคับใช้เกณฑ์คัดกรองหุ้นใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจหลัก (Non-operating companies) ซึ่งส่งผลให้บริษัทที่เน้นถือครองบิทคอยน์อย่าง Strategy และ Metaplanet เสี่ยงหลุดจากดัชนีระดับโลก กฎดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ท่ามกลางความกังวลว่าอาจกระตุ้นให้กองทุนประเภท Passive Fund ทั่วโลกต้องเทขายหุ้นกลุ่มนี้ออกมากัดดันตลาด

ผู้จัดทำดัชนีชั้นนำระดับโลก MSCI ยืนยันการปรับระเบียบวิธีพิจารณาหุ้นใน Global Investable Market Indexes โดยเพิ่มความเข้มงวดในการประเมินสินทรัพย์ดำเนินงานและอัตราส่วนทางการเงิน 5 ประการ บริษัทที่สอบตกเกณฑ์ 4 ใน 5 ข้อติดต่อกันสองรอบปีบัญชีจะหมดสิทธิ์อยู่ในดัชนีทันที รายชื่อหุ้นกลุ่มแรกที่เข้าข่ายโดนเพิกถอนได้แก่ Strategy, Metaplanet และ Upexi

นอกจากนี้ยังมีบริษัทคริปโตอีกหลายแห่งที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังและเสี่ยงเผชิญชะตากรรมเดียวกัน ได้แก่ Sharplink, Ton Strategy Company, Solana Company และ DeFi Development Corp. ฝั่ง MSCI เตรียมประกาศรายชื่อบริษัทที่ถูกคัดออกอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤศจิกายน ก่อนที่คำสั่งเพิกถอนจะมีผลจริงช่วงสิ้นเดือนเดียวกัน

ผลกระทบหลักจากการหลุดดัชนีคือแรงเทขายเชิงบังคับจากกองทุน คอนเนอร์ บราวน์ (Conner Brown) ผู้อำนวยการบริหารสถาบันนโยบายบิทคอยน์ (Bitcoin Policy Institute) ชี้ว่ากฎนี้เป็นการถอดหุ้นออกจากพอร์ตของนักลงทุนหลายสิบล้านคนโดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ สอดคล้องกับรายงานประเมินจากทีมนักวิเคราะห์ของ JPMorgan ที่คาดการณ์ว่าเฉพาะกรณีของ Strategy เพียงรายเดียว อาจกระตุ้นให้เกิดการเทขายหุ้นสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์

ทว่าฟากฝั่ง Strategy กลับประเมินว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงอย่างที่ตลาดกังวล บริษัทชี้แจงว่ากองทุนที่อิงดัชนีของ MSCI ถือครองหุ้นรวมกันราว 13 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 3.1% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด ซึ่งน้อยกว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ

สัญญาณสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาหลังจากนี้คือการปรับพอร์ตของสถาบันการเงิน รวมถึงแรงกระเพื่อมถึงบริษัทจดทะเบียนในฝั่งเอเชียอย่าง Metaplanet ที่พึ่งพากลยุทธ์สะสมบิทคอยน์เช่นกัน กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่าโครงสร้างตลาดทุนกระแสหลักยังคงตั้งกำแพงสูงสำหรับบริษัทที่ใช้คริปโตเป็นทุนสำรอง ซึ่งอาจกลายเป็นความท้าทายใหม่ของธุรกิจสาย Web3 ที่ต้องการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ดั้งเดิม