“เควิน วอร์ช” ประธานเฟด ไม่เผยทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมที่เหลือของปี ย้ำไม่ตัดสินใจล่วงหน้า พร้อมเปิดแนวทางประเมินนโยบายการเงินใหม่ ชี้ข้อมูลเศรษฐกิจย้อนหลังมีข้อจำกัด ขณะที่การคาดการณ์อนาคตไม่อาจแม่นยำทั้งหมด เตรียมพิจารณาผลผลิต การจ้างงาน และเงินเฟ้อจากสถานการณ์จริงก่อนประชุม FOMC แต่ละครั้ง ยืนยันรักษาเสถียรภาพราคา ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน
นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) หรือเฟด เปิดเผยระหว่างการสนทนากับนางคริสตาลินา เกออร์กีเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพมหานคร วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ว่า เฟดจะไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับการตัดสินใจนโยบายการเงินในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ที่เหลือของปีนี้ โดยจะประเมินข้อมูลเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก่อนตัดสินใจ
วอร์ชกล่าวว่า ในการประชุม FOMC เดือนกันยายนที่ผ่านมา เฟดได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบาย โดยตลอดระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนั้น ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเป็นไปตามที่เฟดคาดการณ์ไว้
สำหรับการประชุมที่เหลือของปี ซึ่งรวมถึงเดือนตุลาคมและธันวาคม เฟดจะกลับมาประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นกับผลผลิตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อ เพื่อประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงินในแต่ละครั้ง
“เรายังมีการประชุมอีกสองสามครั้งในปีนี้ และนั่นจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องมองสถานการณ์ตรงหน้า เรากำลังเห็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกับผลผลิต การจ้างงาน และเงินเฟ้อ” วอร์ชกล่าว
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เฟดได้ถอนความผ่อนคลายของนโยบายการเงินออกไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่เขาจะไม่ใช้การสนทนาครั้งนี้ส่งสัญญาณว่าจะตัดสินใจอย่างไรในการประชุมที่เหลือของปี
“ผมไม่ตัดสินผลการประชุมล่วงหน้า และไม่เชื่อว่าเราควรออกมาพูดตั้งแต่วันนี้ว่าอาจดำเนินการอะไรในการประชุมที่เหลือของปีนี้ นี่เป็นบทใหม่ของเฟด และเราไม่ได้ดำเนินแนวทางแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว”วอร์ชกล่าวอ
ชี้ข้อมูลเศรษฐกิจย้อนหลังมีข้อจำกัด ไม่ยึดติดการคาดการณ์อนาคต
วอร์ช กล่าวอีกว่า การกำหนดนโยบายการเงินว่า สิ่งที่เขาพยายามทำอาจแตกต่างจากวิธีการของผู้กำหนดนโยบายบางส่วน โดยเปรียบเทียบกับการพยายาม “มองออกไปนอกหน้าต่าง” เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นให้ชัดเจนที่สุด
ในแวดวงเศรษฐศาสตร์และการกำหนดนโยบาย มักให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลในอดีตและประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ โดยบางครั้งข้อมูลที่ถูกมองว่าเป็นข้อมูลปัจจุบัน แท้จริงแล้วเป็นข้อมูลที่มีความล่าช้า เพราะกำลังสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายอาจใช้เวลาอย่างมากในการพยายามคาดการณ์อนาคต แม้ทุกฝ่ายต้องการทราบว่าเศรษฐกิจในปี 2570 และ 2571 จะเป็นอย่างไร แต่ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“บางครั้งเราคิดว่าข้อมูลที่มีอยู่เป็นข้อมูลปัจจุบัน แต่ความจริงมันเป็นข้อมูลที่ล่าช้า เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนอนาคตนั้น แม้เราต้องการรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในปี 2027 และ 2028 แต่ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ” วอร์ชกล่าว
ด้วยเหตุนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับการประเมินภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นจริง โดยเฟดจะทบทวนสถานการณ์อย่างเป็นระบบในการประชุม FOMC ซึ่งจัดขึ้นประมาณปีละ 8 ครั้ง ก่อนตัดสินใจตามข้อมูลและเงื่อนไขเศรษฐกิจในขณะนั้น
วอร์ช กล่าวอีกด้วยว่า การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะข้อมูลภายในสหรัฐฯ แต่ยังต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารธนาคารกลางประเทศอื่น โดยเฉพาะระหว่างการประชุม IMF และ G20
“แน่นอนว่านโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกัน นโยบายของประเทศเหล่านั้นก็ส่งผลย้อนกลับมายังเราเช่นกัน” วอร์ชกล่าว
ประธานเฟดมองว่า จากการหารือกับผู้บริหารธนาคารกลางระหว่างการประชุมครั้งนี้ พบว่าเงินเฟ้อยังเป็นปัญหาร่วมกันของหลายประเทศ โดยแต่ละแห่งต่างมีความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แม้จะมีภารกิจ เครื่องมือ และลำดับการดำเนินมาตรการแตกต่างกัน
เมื่อพิจารณาการดำเนินนโยบายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พบว่าธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วโลกได้ดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นในทิศทางเดียวกัน แม้แต่ละประเทศจะตัดสินใจอย่างเป็นอิสระตามสถานการณ์เศรษฐกิจและภารกิจของตนเอง
“เงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของสหรัฐฯ เรากำลังพิจารณาปัญหานี้ร่วมกัน” วอร์ชกล่าว พร้อมระบุว่า การที่ธนาคารกลางต่างตระหนักถึงปัญหาเดียวกันและดำเนินมาตรการรับมือ ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก
ย้ำรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่ความน่าเชื่อถือเฟด
วอร์ชยังกล่าวถึงแนวทางบริหารธนาคารกลางสหรัฐฯ ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินนโยบายไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่ธนาคารกลางมีอยู่ แต่เป็นความน่าเชื่อถือของสถาบัน ซึ่งได้รับการสั่งสมและส่งต่อมาจากอดีตประธานเฟด
ทั้งนี้การกำหนดนโยบายให้ถูกต้องจำเป็นต้องรักษาและยกระดับความน่าเชื่อถือดังกล่าว พร้อมเปิดรับความคิดเห็นใหม่ ๆ และทบทวนแนวทางการทำงานที่เคยใช้ในอดีต เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างมาก จึงไม่สามารถยึดติดกับคำอธิบายเพียงว่าเป็นวิธีที่เคยดำเนินการมาโดยตลอด หรือพึ่งพาข้อสรุปจากแบบจำลองเศรษฐกิจโดยไม่ตรวจสอบสถานการณ์จริง
“เป้าหมายของเราคือการกำหนดนโยบายให้ถูกต้อง และนำคำถามต่าง ๆ กลับมาคิดด้วยวิธีการใหม่ สิ่งที่เราไม่ต้องการได้ยินคือ เราทำแบบนี้มาตลอด หรือแบบจำลองบอกว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น” วอร์ชกล่าว