xs
xsm
sm
md
lg

พิษเงินเฟ้อสหรัฐฯ ฉุด ‘บิทคอยน์-พันธบัตร’ ดิ่งระนาว บีบเฟดอัดยาแรงขึ้นดอกเบี้ยเดือนตุลาคม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ของสหรัฐฯ เร่งตัวแตะร้อยละ 3.7 เกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ดับความหวังของนักลงทุนที่เคยมองว่าแรงกดดันด้านราคากำลังเข้าสู่ช่วงสงบ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทันที โดยราคาบิทคอยน์ร่วงหนักกว่า 1,000 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกทุบจนอัตราผลตอบแทนพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ข้อมูลดังกล่าวชี้ชัดว่าไฟเงินเฟ้อยังคงลุกลามและมีความดื้อดึง บีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจต้องรื้อแผนชะลอการขึ้นดอกเบี้ย และหวนกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกระลอกในการประชุมปลายเดือนตุลาคมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ประจำเช้าวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่จุดความผวาไปทั่วตลาดการเงินโลก เมื่อดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ ซีพีไอ ทั่วไปประจำเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับร้อยละ 0.4 ในเดือนสิงหาคม แม้ตัวเลขรายเดือนจะสอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่เมื่อพิจารณาในมิติรายปีกลับพบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้นสู่ระดับร้อยละ 3.7 สูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับร้อยละ 3.4 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ประเมินไว้เพียงร้อยละ 3.6

สิ่งที่สร้างความผิดหวังและตอกย้ำความกังวลให้แก่นักลงทุนยิ่งกว่านั้น คือดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน หรือ คอร์ ซีพีไอ ซึ่งหักราคาหมวดอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนสูงออกไป ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งยังคงทรงตัวในอัตราเดียวกับเดือนสิงหาคม แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ร้อยละ 0.2 ขณะที่เมื่อเทียบรายปี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.6 จากระดับร้อยละ 2.4 ในเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.5 สัญญาณนี้สะท้อนชัดเจนว่าภาวะเงินเฟ้อที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราวของราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากแรงกดดันด้านราคาในภาคบริการและโครงสร้างเศรษฐกิจภายในที่หยั่งรากลึกและมีความหนืดสูง

ทันทีที่ตัวเลขเงินเฟ้อปรากฏสู่สายตาสาธารณชนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิทคอยน์ตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยแรงเทขายอย่างหนัก โดยราคาบิทคอยน์ดิ่งลงทันทีกว่า 1,000 ดอลลาร์ จากระดับกว่า 83,800 ดอลลาร์ ลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 82,800 ดอลลาร์ ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ในสายตาของสถาบันการเงินและผู้เล่นรายใหญ่ บิทคอยน์ยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าเบต้าสูงและมีความอ่อนไหวต่อสภาพคล่องทางการเงินมหภาค มากกว่าที่จะเป็นหลุมหลบภัยเงินเฟ้อตามทฤษฎีอุดมคติ ตราบใดที่สภาพคล่องในระบบมีแนวโน้มถูกดูดซับกลับคืนสู่ระบบธนาคารกลาง ตลาดคริปโตย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงกระแทกจากกระแสดังกล่าวได้

ความตื่นตระหนกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดคริปโตเท่านั้น ตลาดตราสารหนี้ซึ่งถือเป็นเสาหลักของระบบการเงินโลกตกอยู่ในภาวะเลือดสาดอย่างหนัก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นถึง 9.3 จุดพื้นฐาน ไปแตะที่ระดับร้อยละ 5.308 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงสุดต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด พุ่งทะยานขึ้นถึง 13.1 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.924 การทะยานขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสะท้อนถึงการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ของกองทุนทั่วโลกที่เทขายพันธบัตรเพื่อรองรับต้นทุนเงินกู้ยืมที่จะสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีแนสแด็ก 100 ล่วงหน้าร่วงลงร้อยละ 0.65 และดัชนีเอสแอนด์พี 500 ล่วงหน้าปรับลดลงร้อยละ 0.3 ขณะที่ราคาทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ถูกแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูง ทรุดตัวลงร้อยละ 1.5 ลงมาอยู่ที่ 4,116 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ในเชิงนโยบายการเงินตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกันยายนชุดนี้ได้ล้มกระดานสมมติฐานเดิมของตลาดการเงินโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดหลายท่านต่างออกมาส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียงร้อยละ 0.25 ก่อนสิ้นปี พ.ศ. 2569 ซึ่งตลาดส่วนใหญ่ปักใจเชื่อไปแล้วว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ แล้วค่อยไปพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของปีในการประชุมช่วงต้นเดือนธันวาคม ทว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ร้อนแรงเกินคาดนี้ กำลังผลักดันให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมกลับเข้ามาอยู่บนโต๊ะการเจรจาของเฟดอีกครั้ง

ด้านนักวิเคราะห์ได้ชี้ให้เห็นถึงความตึงเครียดของสถานการณ์นี้ว่า ข้อมูลเงินเฟ้อที่ประกาศออกมาได้เปิดทางให้เฟดอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าที่ตลาดเคยคาดหมายไว้ ซึ่งหมายความว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นอาจยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ และความหวังที่จะได้เห็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคตอันใกล้ต้องถูกพับเก็บไป

เมื่อมองภาพรวมไปข้างหน้า การกลับมาของความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อสูงกำลังบีบให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องเผชิญหน้ากับต้นทุนทางการเงินที่สูงยาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้ การขยับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสู่ระดับเกินกว่าร้อยละ 5 ไม่เพียงแต่เพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจที่ต้องรีไฟแนนซ์หนี้สิน แต่ยังเป็นเหมือนเครื่องดูดสภาพคล่องออกจากตลาดการเงิน สำหรับนักลงทุนในตลาดคริปโตและบิทคอยน์ นี่คือช่วงเวลาแห่งการทดสอบความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง เพราะเมื่อสภาพคล่องตึงตัว ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และนับจากนี้ไป ทิศทางของตลาดการเงินโลกจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเรื่องเล่าหรือกระแสความหวัง แต่จะถูกตัดสินด้วยข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและมาตรการยาแรงของเฟดอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด