สตง. แจงปมตรวจสอบไทยพีบีเอส ยืนยันทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีอคติต่อหน่วยรับตรวจหรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง ยกไทม์ไลน์ตั้งคณะทำงาน 26 มกราคม เปิดตรวจ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนถูกไทยพีบีเอสตีข่าวสรุปปมตึกถล่ม 24 กุมภาพันธ์ ย้ำการตรวจสอบการใช้เงินไม่เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหรือแก้กฎหมายองค์กร พร้อมแยกปมเอกสารรั่วไหลออกจากผลตรวจสอบ
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงชี้แจงกรณีการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ท่ามกลางข้อสงสัยถึงจังหวะเวลาของการตรวจสอบว่าอาจเชื่อมโยงกับการนำเสนอข่าวอาคาร สตง. ถล่ม รวมถึงข้อกล่าวหาว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งหน่วยงานสื่อหรือมีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง
โฆษก สตง. ยืนยันว่า การตรวจสอบไทยพีบีเอสเป็นการดำเนินงานตามหน้าที่ภายใต้นโยบายและแผนการตรวจเงินแผ่นดินที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่สามารถเลือกตรวจสอบหน่วยงานใดได้ตามอำเภอใจ โดยต้องปฏิบัติตามแผนและนโยบายที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) กำหนดในแต่ละปี
“เราไม่สามารถตรวจโดยอำเภอใจได้ สตง. ต้องตรวจตามนโยบายที่กำหนด…การจะตรวจเรื่องอะไร ไม่ใช่ว่าจะเลือกตรวจเรื่องนี้ก็ได้ เรื่องนั้นก็ได้ แต่จะมีกรอบและแผนการตรวจสอบ จะตรวจเกินแผนนั้นไม่ได้ เพราะ สตง. ต้องทำตามแผนและนโยบายที่คณะกรรมการกำหนดไว้ล่วงหน้าในแต่ละปี”
สำหรับเหตุผลที่ต้องจัดแถลงข่าวครั้งนี้ โฆษก สตง. ระบุว่า เกิดจากการนำเสนอข่าวและข้อสงสัยที่ขยายไปถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่าง สตง. กับไทยพีบีเอส ตลอดจนข้อกล่าวหาว่า สตง. อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาล จึงจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงและขอบเขตการตรวจสอบให้สังคมเข้าใจ
“บางคนบอกว่าเรื่องนี้เป็นข่าวเพราะ สตง. โกรธแค้นไทยพีบีเอส บางคนบอกว่าเรื่องนี้ออกข่าวเพราะเป็นเครื่องมือของรัฐบาล”
โฆษก สตง. ยังชี้แจงถึงข้อสงสัยเรื่องการเมืองแทรกแซงว่า หากมีการใช้ สตง. เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริง ย่อมต้องมีการตรวจสอบหน่วยงานที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติ สตง. ต้องดำเนินการตามแผนตรวจสอบที่กำหนดไว้ ไม่สามารถตรวจสอบนอกแผนได้ตามอำเภอใจ
“ถ้าเราเป็นเครื่องมือของใคร ผมก็ต้องไปตรวจหน่วยงานที่ตำหนิรัฐบาลสิครับ แต่ไม่มี”
เปิดไทม์ไลน์ ยืนยันเริ่มตรวจสอบก่อนข่าวสรุปตึกถล่ม
สำหรับข้อสงสัยว่าการตรวจสอบครั้งนี้มีเป้าหมายตอบโต้การรายงานข่าวอาคาร สตง. ถล่มหรือไม่ โฆษก สตง. ชี้แจงว่า คณะทำงานตรวจสอบถูกแต่งตั้งเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 หลังได้รับเรื่องร้องเรียน และเริ่มเปิดตรวจเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569
ขณะที่โฆษก สตง. ระบุว่า ไทยพีบีเอสเริ่มนำเสนอข่าวสรุปเรื่องอาคาร สตง. ถล่มเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากกระบวนการตรวจสอบเริ่มต้นแล้ว
“คณะกรรมการชุดนี้ถูกตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็ตั้งขึ้น แต่เกิดจากมีการร้องเรียนมา…เราเปิดตรวจวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569…ส่วนไทยพีบีเอสเริ่มสรุปข่าวเรื่องตึกถล่มวันที่ 24 กุมภาพันธ์”
ทั้งนี้ ลำดับเวลาดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ สตง. ยกขึ้นชี้แจงต่อข้อกล่าวหาเรื่องความขัดแย้งหรือการตอบโต้การนำเสนอข่าว โดยยืนยันว่ากระบวนการตรวจสอบเริ่มต้นก่อนการนำเสนอข่าวสรุปเรื่องอาคารถล่มตามช่วงเวลาที่โฆษกระบุ
ส่วนกรณีหนังสือที่ส่งถึงไทยพีบีเอสเกี่ยวกับการรายงานข่าวอาคารถล่มนั้น โฆษก สตง. ชี้แจงว่า หน่วยงานได้ติดตามการนำเสนอข่าวและพบว่าบางส่วนมีข้อมูลคลาดเคลื่อน จึงจัดทำข้อมูลชี้แจงและแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ก่อนส่งหนังสือขอให้ไทยพีบีเอสตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในช่วงปลายเดือนมีนาคม
ต่อมาไทยพีบีเอสได้ตอบกลับว่า มีการตรวจสอบข้อมูลครบถ้วนแล้ว และเห็นว่าการรายงานข่าวไม่ได้ผิดจรรยาบรรณ ซึ่ง สตง. รับทราบและรับฟังคำชี้แจงดังกล่าว
โฆษก สตง. ยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมา สตง. เคยดำเนินคดีกับบุคคลและนิติบุคคลที่เห็นว่านำเสนอข่าวบิดเบือนจนเกิดความเสียหาย แต่ไม่ได้ประกาศหรือจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับการฟ้องร้องเป็นรายกรณี พร้อมยืนยันว่าการตรวจสอบไทยพีบีเอสครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตอบโต้การนำเสนอข่าว
ย้ำผลตรวจไม่เกี่ยวปรับโครงสร้างหรือแก้กฎหมายไทยพีบีเอส
โฆษก สตง. ยืนยันอีกว่า การตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายเงิน และการบริหารทรัพย์สินของไทยพีบีเอส ไม่ได้มีเป้าหมายให้เกิดการแก้ไขกฎหมายหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กร โดยเห็นว่าการนำผลตรวจสอบด้านการใช้จ่ายเงินไปเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างองค์กรเป็นคนละประเด็นกัน
“ท่านจะเอารายงานผล สตง. กรณีการจัดซื้อแบบเจาะจง แล้วจะไปปรับองค์กร เพราะว่าองค์กรนี้จะต้องปรับปรุงอย่างไร ผมว่ามันคนละเรื่องครับ”
ทั้งนี้ การตรวจสอบเป็นเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายการใช้เงินของรัฐ ส่วนประเด็นจริยธรรม จรรยาบรรณสื่อ หรือการแก้ไขโครงสร้างองค์กร เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาแยกออกจากกัน
สำหรับการตรวจสอบครั้งนี้ดำเนินการตามนโยบายตรวจสอบแบบบูรณาการ ครอบคลุมการตรวจสอบด้านการเงิน การปฏิบัติตามกฎหมาย และผลสัมฤทธิ์ โดยมีผู้รับผิดชอบจาก 3 สำนักร่วมดำเนินการ ก่อนจัดทำรายงานรวมเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร
แยกปมเอกสารรั่วไหลออกจากผลตรวจสอบ
สำหรับประเด็นเอกสารผลตรวจสอบที่มีข้อมูลและรายชื่อผู้เกี่ยวข้องถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ ก่อนที่ไทยพีบีเอสจะได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ โฆษก สตง. ระบุว่า จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบว่าเอกสารหลุดออกไปเมื่อใดและอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่อาจเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของเอกสาร ออกจากเนื้อหาและผลการตรวจสอบตามหน้าที่ของ สตง.
“เรื่องเจ้าหน้าที่บกพร่องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องผลการตรวจสอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมอยากจะแยกอย่างนั้น”
ทั้งนี้ หากพบว่าเจ้าหน้าที่ สตง. กระทำผิด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเช่นเดียวกัน ขณะที่โฆษก สตง. ระบุว่า ตัวเลขที่หน่วยงานยึดถือเป็นข้อมูลที่แจ้งไปยังหน่วยรับตรวจ คือ 85 ล้านบาท ส่วนตัวเลข 200 ล้านบาทที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่ทราบที่มา
ตรวจย้อนหลังปี 2562 ปมระเบียบใช้รถ ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงแล้ว
สำหรับขอบเขตการตรวจสอบย้อนหลังถึงปี 2562 ผู้แทน สตง. ชี้แจงว่า เป็นการพิจารณาช่วงเวลาที่องค์กรทราบหรือควรทราบถึงความจำเป็นในการออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้รถ โดยระบุว่าไทยพีบีเอสเพิ่งออกระเบียบการใช้รถเมื่อเดือนสิงหาคม 2569
การตรวจสอบจึงต้องพิจารณาหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในแต่ละช่วงเวลา โดยยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อหรือระบุว่าเกี่ยวข้องกับผู้บริหารชุดใด
ผู้แทน สตง. ระบุด้วยว่า ได้ส่งหนังสือให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงเป็นรายบุคคลประมาณ 24–25 ราย และได้รับคำชี้แจงครบถ้วนแล้ว
ส่วนผลการตรวจสอบ หากพบข้อบกพร่องที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อาจนำไปสู่กระบวนการทางวินัยและทางละเมิด และหากพบข้อเท็จจริงที่อาจเข้าข่ายการทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจต้องส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยขณะนี้ผู้แทน สตง. ระบุว่ายังไม่สามารถเปิดเผยผลการตรวจสอบในส่วนดังกล่าวได้
การแถลงครั้งนี้จึงเป็นการชี้แจงจุดยืนของ สตง. ว่า การตรวจสอบไทยพีบีเอสดำเนินการตามหน้าที่และแผนงานที่กำหนดไว้ ไม่ได้มีเป้าหมายกลั่นแกล้งหรือรับคำสั่งทางการเมือง ขณะที่ข้อสงสัยเกี่ยวกับเอกสารรั่วไหลและความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องยังต้องดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการต่อไป