xs
xsm
sm
md
lg

สตง.เปิดโต๊ะแจงผลตรวจสอบไทยพีบีเอส จัดจ้างผลิตรายการ–เบิกค่าตอบแทนผิดระเบียบ ผู้บริหารรับค่าพาหนะแต่ใช้รถส่วนกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สตง.เปิดผลตรวจสอบไทยพีบีเอส พบข้อบกพร่องการจ้างผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง และการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร–แขกรับเชิญ หลังปรับระเบียบใหม่ปี 2567 แต่ยังใช้หลักเกณฑ์เดิม ย้ำไม่ใช่ประเด็นจ่ายแพงหรือถูก และยังไม่ได้ชี้ว่ามีเจตนาทุจริต พร้อมให้หน่วยงานดำเนินการตรวจสอบความรับผิดทางละเมิดและวินัย ส่วนปมผู้บริหารรับค่ารถประจำตำแหน่งแต่ใช้รถส่วนกลาง คาดแจ้งผลตรวจสัปดาห์หน้า

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยมีนายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษก สตง. พร้อมคณะทำงานตรวจสอบร่วมชี้แจง โดยระบุว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้เงินของไทยพีบีเอส ซึ่งแบ่งการตรวจสอบออกเป็นประเด็นด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร การปฏิบัติตามกฎหมายในการจัดจ้างและเบิกจ่าย รวมถึงกรณีการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหาร

นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 2 ชี้แจงผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่า คณะทำงานกำหนดประเด็นตรวจสอบตามข้อร้องเรียนไว้ 2 เรื่อง ได้แก่ การจัดจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลกด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง และการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการของไทยพีบีเอส

สำหรับประเด็นแรก เป็นการตรวจสอบว่าการจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลกด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) หรือไม่ โดยพบว่าไทยพีบีเอสทำสัญญาจ้างบริษัทแห่งหนึ่งผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง เนื่องจากเป็นผู้ผ่านกระบวนการคัดสรรผู้ดำเนินการผลิตรายการตามระเบียบภายในองค์กร

อย่างไรก็ตาม สตง.เห็นว่าการจัดจ้างผลิตรายการข่าวลักษณะดังกล่าวยังมีทางเลือกในการคัดเลือกผู้ผลิตรายอื่นที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาแข่งขัน เพื่อให้ได้รายการที่มีคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเฉพาะเจาะจงกับผู้ผลิตเพียงรายเดียวอย่างต่อเนื่อ

สตง. ได้ตรวจสอบการจ่ายค่าตอบแทนในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2566–2568 พบว่าในปีงบประมาณ 2566 ไทยพีบีเอสมีการเบิกจ่ายค่าตอบแทนโดยไม่มีระเบียบเฉพาะที่กำหนดอัตราไว้อย่างชัดเจน แต่อาศัยเพียงแนวทางปฏิบัติภายในและคำสั่งมอบอำนาจชั่วคราว

ต่อมาเมื่อไทยพีบีเอสได้ประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2567) ส่งผลให้แนวทางปฏิบัติและคำสั่งมอบอำนาจเดิมสิ้นผล ไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงเพื่อเบิกจ่ายได้อีก สตง. จึงเห็นว่าการเบิกจ่ายค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการจ่ายโดยไม่มีระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องรองรับ ถือเป็นการปฏิบัติไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 38 โดยประเมินมูลค่าความเสี่ยงในส่วนนี้ไว้ที่ประมาณ 60–65 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับประเด็นแรกจะมีมูลค่าความเสี่ยงรวมกันสูงถึง 85 ล้านบาท

ขณะที่ นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ย้ำถึงเรื่องนี้ว่า “เราไม่ได้มุ่งถึงว่าจะไปจ่ายแพง จ่ายไม่แพง เรามุ่งว่าทำตามระเบียบไหม กับมีคุณภาพที่จะทำไหม เพราะเราเป็นห่วงเรื่องนี้ ห่วงว่าอยากได้คนทำข่าวที่มีคุณภาพ ไม่ได้พูดเรื่องราคาแพงไม่แพงเลยนะครับ”

ทั้งนี้ สตง.มองว่าการจัดหาผู้ผลิตรายการข่าวสามารถใช้วิธีคัดเลือกหรือแข่งขันได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการผลิตรายการที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับภารกิจของไทยพีบีเอสในฐานะองค์กรสื่อสาธารณะที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร

ส่วนประเด็นที่สองเป็นการตรวจสอบการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ในปีงบประมาณ 2566–2568 โดยพบว่าไทยพีบีเอสมีการใช้แนวทางปฏิบัติภายใน เช่น แนวทางการจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าวและผู้ร่วมรายการ รวมถึงการอนุมัติภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งมอบอำนาจ แต่ยังไม่มีระเบียบเฉพาะที่กำหนดอัตราค่าตอบแทนอย่างชัดเจน

ต่อมาไทยพีบีเอสประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 20 กันยายน 2567 ทำให้การจ่ายค่าตอบแทนต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดภายใต้ระเบียบใหม่

สตง.เห็นว่าหลังระเบียบใหม่มีผลบังคับใช้ ไทยพีบีเอสยังคงนำแนวทางปฏิบัติเดิมมาใช้ในการเบิกจ่ายเงิน โดยไม่ได้ออกหลักเกณฑ์รองรับตามที่ระเบียบใหม่กำหนด จึงเป็นการปฏิบัติไม่เป็นไปตามระเบียบและหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ

“พอมีระเบียบตัวใหม่ออกมาปุ๊บ หน้าที่ของผู้บริหารจะต้องไปออกระเบียบเพื่อจะจ่ายอย่างไร ผู้บริหารไม่ออก แต่ไปจ่ายเหมือนระเบียบเดิม เราเลยท้วงว่า กรณีอย่างนี้จ่ายโดยยังไม่มีระเบียบกำหนด ทั้งที่ระเบียบให้กำหนด”นายสุทธิพงษ์กล่าว

โดย สตง.ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบไม่ได้ทักท้วงการเบิกจ่ายในช่วงที่ยังใช้ระเบียบเดิมทั้งหมด เนื่องจากขณะนั้นองค์กรยังสามารถใช้หลักเกณฑ์ภายในที่มีอยู่ได้ แต่ข้อบกพร่องเกิดขึ้นหลังมีการประกาศใช้ระเบียบใหม่ และไม่ได้ดำเนินการออกหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายให้สอดคล้องกัน

สำหรับวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ในช่วงซักถามมีการกล่าวถึงยอดรวมประมาณ 85 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดจ้างผลิตรายการและการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้เกี่ยวข้องต้องชดใช้ความเสียหายเต็มจำนวน เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการพิจารณาความรับผิดตามกฎหมายอีกครั้ง

สตง.ย้ำต้องแยกข้อบกพร่องจากการทุจริต

นายสุทธิพงษ์ชี้แจงถึงขั้นตอนการดำเนินการภายหลังการตรวจสอบว่า ต้องแยกระหว่างการตรวจสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผล กับการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยกรณีแรกมุ่งเน้นการปรับปรุงการทำงานของหน่วยรับตรวจผ่านข้อเสนอแนะและแผนพัฒนา ไม่ใช่การดำเนินการทางวินัยหรือเรียกชดใช้ความเสียหายจากบุคคล

ส่วนการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย หากพบเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจนเกิดความเสียหาย สตง.สามารถแจ้งให้หน่วยงานดำเนินการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดและทางวินัยได้

“หน้าที่ สตง. ที่แจ้งระดับที่ 2 จะทำได้ 2 อย่างตามกฎหมาย ก็คือ หนึ่ง ให้มีการชดใช้ความเสียหาย หรือดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องครับ” นายสุทธิพงษ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม การแจ้งผลของ สตง.ไม่ได้หมายความว่าผู้เกี่ยวข้องจะต้องชดใช้ความเสียหายทันที เพราะหน่วยรับตรวจต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิด เพื่อพิจารณาว่ามีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเกิดความเสียหายหรือไม่ ก่อนกำหนดความรับผิดตามกฎหมาย

หากการตรวจสอบพบพยานหลักฐานน่าเชื่อว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ สตง.จึงจะส่งข้อมูลให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป

นายสุทธิพงษ์ย้ำว่า “เราเห็นว่าเป็นการบกพร่อง ไม่กระทำตามกฎหมายเท่านั้นเอง ไม่ลงไปเลยว่ามีเจตนาในเรื่องของการทุจริตหรือไม่”

ทั้งนี้ สตง.ระบุว่า ได้แจ้งรายงานผลตรวจสอบการเบิกจ่ายไปยังไทยพีบีเอสอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเป็นหนังสือลับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ซึ่งหน่วยรับตรวจต้องดำเนินการตามกระบวนการและระยะเวลาที่กำหนด โดยเบื้องต้นมีกรอบระยะเวลา 120 วัน และสามารถขอขยายได้ แต่ไม่เกิน 240 วันตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ปมผู้บริหารใช้รถส่วนกลาง คาดแจ้งผลสัปดาห์หน้า

ด้าน นายสมทัศน์ นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีผู้บริหารไทยพีบีเอสใช้รถส่วนกลางว่า เป็นการตรวจสอบตามข้อร้องเรียนที่ สตง.ได้รับ โดยพบประเด็นเกี่ยวกับผู้บริหารบางรายได้รับเงินค่าตอบแทนสำหรับรถประจำตำแหน่ง แต่มีการใช้รถส่วนกลางขององค์กรด้วย

นายสมทัศน์ระบุว่า ไทยพีบีเอสมีระเบียบรองรับการเบิกค่าใช้จ่ายรถประจำตำแหน่ง แต่ยังไม่มีระเบียบเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางอย่างชัดเจน

“มีระเบียบในการเบิกค่าใช้จ่ายรถประจำตำแหน่งครับ แต่ว่าระเบียบในการใช้รถส่วนกลาง ทางไทยพีบีเอสไม่มีการออกระเบียบ”

อย่างไรก็ตาม การได้รับค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่งแล้วใช้รถส่วนกลางไม่ได้เป็นความผิดในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลความจำเป็นในการใช้รถหรือไม่ หรือมีการนำทรัพย์สินขององค์กรไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่เหมาะสมหรือไม่

สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบ นายสมทัศน์ระบุว่า คณะทำงานได้สรุปความเห็นเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างเสนอผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณาลงนาม ก่อนแจ้งผลให้ไทยพีบีเอสรับทราบ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้า

ยืนยันตรวจตามข้อร้องเรียน ไม่ได้ตัดสินไทยพีบีเอสทั้งองค์กร

นายสุทธิพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจสอบไทยพีบีเอสครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามข้อร้องเรียนที่ได้รับจากบุคลากรภายในองค์กร โดยพิจารณาการกระทำและความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น ไม่ได้เป็นการตัดสินคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือของไทยพีบีเอสทั้งองค์กร

“รายงานของเราน่ะ มันเป็นรายงานผลการตรวจสอบเฉพาะบุคคลนะครับ เราไม่ได้เคยตีว่าองค์กรไทยพีบีเอสเนี่ยดีไม่ดียังไงในภาพรวม เราตรวจตามที่มีการร้องเรียนจากคนภายในส่งมาให้เรา”

พร้อมยืนยันว่าการแถลงผลการตรวจสอบเป็นไปตามภารกิจและหน้าที่ของ สตง. ไม่ใช่การแถลงข่าวเพื่อตอบโต้ระหว่างหน่วยงาน โดยไทยพีบีเอสยังสามารถชี้แจงและโต้แย้งผลการตรวจสอบตามขั้นตอนทางกฎหมายได้