xs
xsm
sm
md
lg

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯก.ย.เพิ่มขึ้น ชงรัฐรับมือน้ำท่วมเชิงรุก-ลดต้นทุนพลังงาน-หนุนซื้อสินค้าMiT

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ก.ย. ขยับขึ้นแตะ 90.7 จากค่าไฟที่ปรับลดลง โครงการไทยช่วยไทยและยอดขายรถอีวีที่เพิ่มขึ้น พร้อมชงรัฐรับมือน้ำท่วมเชิงรุก ลดต้นทุนพลังงาน–ดันสินค้า MiT

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 90.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.7 ในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นการสำรวจฯก่อนเกิดน้ำท่วม โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมฯมาจากปัจจัยปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 จาก 3.95 บาท เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยลดภาระต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน ผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลปลายปี

ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งเพิ่มขึ้น 100.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ( PHEV) เพิ่มขึ้น35.3 % ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ความต้องการสินค้าเทคโนโลยียังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” กระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อย


ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าวัตถุดิบ และทำให้ Supply Chain ในอุตสาหกรรมยานยนต์หยุดชะงักช่วงปลายเดือนกันยายน , ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2569 ที่เพิ่มขึ้น 7.29 %จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 40.28 บาทต่อลิตร และค่าระวางเรือในเส้นทางการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น อาทิเส้นทางออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 63%จากเดือนก่อน ทำให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นและกดดันผลประกอบการของผู้ส่งออกไทย และ SMEs ประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการ


นายวิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.0 ในเดือนสิงหาคม 2569 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า โดยมีปัจจัยบวกจากข้อตกลงด้านภาษีและการขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าโลก ความต้องการวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” สนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์อุทกภัยในบางพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องถึงการฟื้นฟูความเสียหายหลังระดับน้ำลดลงรวมถึงความรวดเร็วและทั่วถึงของมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ


นางพิมพ์ใจ กล่าวว่าส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการสำคัญ 3 ด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้

1. ยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยเชิงรุก โดยเชื่อมโยงข้อมูลภาพรวมสถานการณ์น้ำเพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early warning) มีกำหนดโครงสร้างการสั่งการและกลไกการประสานงานให้ชัดเจน ตลอดจนเร่งประสานบริษัทประกันภัยให้สำรวจความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว

2. ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดภาระต้นทุน โดยภาครัฐออกมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงานเพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงาน เช่น การให้ส่วนลดค่าไฟตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง เงินสนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการติดตั้ง solar cell รวมทั้ง การสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นผลิตภัณฑ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ผลิตในประเทศโดยผ่านคูปองส่วนลด

3. เร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนใช้สินค้า MiT


“ตราสัญลักษณ์ MiT”สร้างความเชื่อมั่นให้หน่วยงานภาครัฐ-ผู้ซื้อ

นางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง รองประธานส.อ.ท.ประธานสายงานมาตรฐานอุตสาหกรรมและศักยภาพในการแข่งขันและประธานคณะกรรมการกำกับงาน Made in Thailand (MiT)ส.อ.ท. กล่าวว่าปัจจุบันพบสินค้าบางประเภทระบุข้อความ “Made in Thailand”ลงบนผลิตภัณฑ์โดยตรงส.อ.ท.จึงขอชี้แจงให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า คำว่า Made in Thailandเป็นคำสามัญทั่วไปที่สื่อว่าสินค้านั้นผลิตหรือประกอบขึ้นภายในประเทศไทยแต่ไม่ใช่ “ตราสัญลักษณ์รับรอง MiT”และไม่เทียบเท่ากับสินค้าที่ผ่านกระบวนการรับรองของส.อ.ท.

ซึ่งสินค้าที่ได้รับการรับรองจะต้องแสดง “ตราสัญลักษณ์ MiT”ที่ส.อ.ท.จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้อย่างเป็นทางการพร้อมมีระบบ QR Codeบนใบรับรองเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ทันทีป้องกันการแอบอ้างและสวมสิทธิ์เพื่อให้ภาครัฐมีกลไกในการระบุชี้ชัดได้ว่าสินค้าใดเป็นของไทยอย่างแท้จริง 

ทั้งนี้เดือนตุลาคม 2569มีสินค้า MiTที่มีสถานะ Activeกว่า 40,000รายการและมีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแล้วกว่า 100,000ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุไทยแตะ 200,000ล้านบาทภายในปี 2570โดยกลุ่มสินค้าที่ขึ้นทะเบียน MiTสูงสุดส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์พลาสติกและปิโตรเคมีเครื่องจักรกลรวมถึงอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน

ส่วนกระบวนการรับรองมาตรฐานสากล MiTยึดเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศตามสูตร ASEAN Local Content Schemeซึ่งต้องมีสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 40และมีสูตรการคำนวณตามแนวทางที่องค์การการค้าโลก (WTO)ยอมรับ จึงไม่ใช่การกีดกันทางการค้ารวมทั้งยังมีกลไกตรวจสอบภายหลัง (Post Audit)ทั้งการตรวจเอกสารรายละเอียดต้นทุนและการลงสุ่มตรวจสถานประกอบการจริงเพื่อสร้างความมั่นใจแก่หน่วยงานผู้ซื้อว่าไม่มีการสวมสิทธิ์สินค้าช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งผู้ประกอบการที่ยื่นขอรับรองและหน่วยงานผู้ซื้อ