xs
xsm
sm
md
lg

IMF เตือนภัย "สึนามิ AI" ทุบเศรษฐกิจโลก กระทบแรงงาน 40% ชี้คนรุ่นใหม่เสี่ยงสังเวยเป็นกลุ่มแรก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กองทุนการเงินระหว่างประเทศเปิดฉากการประชุมประจำปีที่กรุงเทพมหานคร ด้วยคำเตือนถึงคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงหนึ่งเดียวที่ค้ำยันอัตราการเติบโตของโลกไว้ที่ร้อยละ 3 ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ยังคงกดดัน ขณะที่เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตกลับซ่อนความจริงอันน่าหวาดหวั่น เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวเปรียบเสมือนสึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เตรียมกระทบต่อตำแหน่งงานทั่วโลกถึงร้อยละ 40 และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานคือด่านแรกที่จะถูกคลื่นลูกนี้พัดทำลายโอกาสการจ้างงานอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เวทีการประชุมประจำปีร่วมระหว่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นจนถึงวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 กลายเป็นจุดศูนย์กลางที่ทั่วโลกต้องหันมาจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ คริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) ผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาเปิดงาน พร้อมสะท้อนภาพภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับความย้อนแย้งครั้งประวัติศาสตร์

ท่ามกลางภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและฉุดรั้งเศรษฐกิจในหลายประเทศ IMF ชี้ว่าเม็ดเงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์หรือ AI คือตัวจักรสำคัญที่ช่วยพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี พ.ศ. 2569 ให้อยู่ที่ระดับร้อยละ 3 ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากร้อยละ 3.5 ในปี พ.ศ. 2568 โดยผู้อำนวยการ IMF ชี้แจงก่อนหน้านี้ ณ ประเทศสิงคโปร์ ว่าสัดส่วนการลงทุนด้าน AI ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของโลก กำลังจะแซงหน้าเม็ดเงินที่มนุษยชาติเคยทุ่มสร้างระบบรางรถไฟหรือโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าในอดีต และสินค้าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้ครองสัดส่วนเกินกว่า 1 ใน 10 ของมูลค่าการค้าสินค้าทั่วโลกไปแล้ว

ผู้ที่กอบโกยผลประโยชน์สูงสุดจากกระแสคลั่งไคล้เทคโนโลยีนี้อย่างชัดเจนคือกลุ่มประเทศผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ในเอเชีย การปรับใช้ AI ถูกคาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ราว 0.5 ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ประมาณ 0.2 ถึง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขการเติบโตในระดับเพดานบนนี้ถือเป็นพลังขับเคลื่อนมหาศาลที่สามารถหักล้างผลกระทบเชิงลบจากปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้อย่างมีนัยสำคัญ

สถิติจากรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับปรับปรุงเมื่อเดือนกรกฎาคม บ่งชี้ว่า 4 ประเทศผู้ส่งออกสุทธิด้านฮาร์ดแวร์ AI แถวหน้าของภูมิภาค ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ไทย และมาเลเซีย สามารถทำตัวเลขการเติบโตในไตรมาสแรกทะลุเป้าหมายที่ IMF เคยประเมินไว้เฉลี่ยถึงร้อยละ 4.4 เมื่อคิดเป็นอัตราต่อปี โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่เศรษฐกิจทะยานสูงถึงร้อยละ 7.5 สวนทางกับการคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนเมษายนที่มองไว้เพียงร้อยละ 1.8 เท่านั้น

ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่งของการเติบโตที่หวือหวา จอร์เจียวาได้ส่งสัญญาณเตือนที่สร้างความกังวลต่อโครงสร้างแรงงานว่า ผลประโยชน์ดังกล่าวได้มองข้ามประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่นอกห่วงโซ่อุปทาน ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบต่อตลาดแรงงานกำลังกลายสภาพเป็นสึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามากระทบ ลดระดับความสำคัญ หรือกลืนตำแหน่งงานทั่วโลกไปราวร้อยละ 40 โดยประเทศพัฒนาแล้วมีความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงสูงถึงร้อยละ 60 ขณะที่กลุ่มประเทศรายได้น้อยมีสัดส่วนความเสี่ยงอยู่ที่ราวร้อยละ 23 ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยียังไม่ได้กระจายตัวเข้าไปอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ "กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่สำเร็จการศึกษาใหม่" คือผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายอันดับแรกของความเปลี่ยนแปลงนี้ เนื่องจากระบบ AI กำลังเข้ามารับหน้าที่แทนงานประจำหรืองานรูทีน ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นฐานรองรับตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level)

สอดรับกับมุมมองของ ธาร์มัน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีแห่งสิงคโปร์ ที่ร่วมแสดงทรรศนะในเวทีเดียวกัน โดยระบุว่าความต้องการจ้างงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่เริ่มส่งสัญญาณหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และหากภาครัฐทั่วโลกไม่เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศกำลังพัฒนาจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นจนควบคุมได้ยาก

มิติทางด้านการคลังสาธารณะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้นำ IMF หยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกังวล หากความก้าวหน้าของ AI ส่งผลให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนมือจากกลุ่มแรงงานไปสู่นายทุนหรือเจ้าของทุน ภาครัฐทั่วโลกย่อมต้องสูญเสียฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เคยเป็นเสาหลักในการจัดเก็บรายได้ของประเทศ ในประเด็นนี้ อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก เปิดเผยว่าองค์กรกำลังหันมาสนับสนุนแนวทาง Small AI หรือเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ขนาดเล็กที่ไม่ต้องพึ่งพาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) โดยมุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือเกษตรกร คลินิกสุขภาพ และห้องเรียนในตลาดเกิดใหม่เพื่อกระจายโอกาสให้ทั่วถึง

นอกจากนี้ความเสี่ยงเชิงระบบในตลาดการเงินยังคงเป็นระเบิดเวลาที่ต้องจับตาอย่างระมัดระวัง จอร์เจียวาย้ำเตือนว่ากระบวนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI ไม่เพียงแต่กดดันภาวะเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น หากผลประกอบการของกลุ่มทุนเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กู้ยืมหนี้สินมหาศาลมาเพื่อลงทุนเกิดความผิดพลาดหรือต่ำกว่าความคาดหมาย ผลพวงของความเสียหายอาจลุกลามและสร้างแรงสะเทือนเป็นลูกโซ่ไปยังตลาดการเงินทั่วโลก

คำเตือนครั้งประวัติศาสตร์จากเวทีเมืองหลวงของไทยจึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ AI จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จุดประกายการเติบโตทางเศรษฐกิจและพยุงตัวเลข GDP โลกไว้ได้ในระยะสั้น แต่หากไร้มาตรการกำกับดูแลและการปรับโครงสร้างตลาดแรงงานที่ทันท่วงที ราคาที่สังคมต้องจ่ายอาจเป็นอนาคตของคนรุ่นใหม่และเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาลทั่วโลก