“เอกนิติ” ร่วมเวที IMF–World Bank ชี้โลกแบ่งขั้วกำลังเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจจากการมุ่งประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง กระทบทั้งการค้า การเงิน และการลงทุน สอดรับแนวคิดผลักดันไทยเป็นประเทศตัวกลางที่ได้รับความไว้วางใจ เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมมุ่งเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยระยะยาว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน “Building Resilience in a Fragmented World” ร่วมกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF นาย Ajay Banga ประธาน World Bank Group และนาง Riikka Purra รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ โดยชี้ว่าโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และ ส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน โดยด้านการค้า
แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่การค้ายังคงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลผ่านรอยแยก ขณะที่ด้านการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง
ด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจาก ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ
ดร.เอกนิติยังชี้ว่า โลกที่แบ่งขั้วส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ไม่เท่ากัน เกิดความแตกต่างในลักษณะ K-shaped โดยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่า ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางจึงควรมีบทบาทเป็น “ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ” (Trusted Connector) เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ผ่านการสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติเน้นย้ำว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งระหว่างประเทศและภายในสังคมของแต่ละประเทศ โดยยกตัวอย่างการนำผ้าทอพื้นถิ่น 37 ลวดลายจาก 26 ชุมชนทั่วประเทศไทยมาใช้ตกแต่งแผงดูดซับเสียงภายในห้องประชุม เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในเวทีระดับโลก สะท้อนว่าการสร้างความร่วมมือและความเชื่อมั่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล แต่ต้องเชื่อมโยงถึงประชาชนและชุมชนด้วย เพราะ ความไว้วางใจที่เข้มแข็งทั้งในระดับโลกและระดับสังคม คือรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในโลกที่แบ่งขั้ว