คณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (FSB) ส่งหนังสือเร่งด่วนถึงรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง G20 ก่อนการประชุมวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569 โดย แอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey) ประธาน FSB ระบุว่ากลไกกำกับดูแลและบริหารวิกฤต stablecoin ข้ามพรมแดน "ยังไม่ได้รับการพัฒนาที่ปลอดภัยในการใช้งานจริง" พร้อมกันนั้น FSB ยังเรียกร้องให้ G20 สนับสนุนแนวปฏิบัติใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้สำหรับการนำ AI มาใช้ในภาคการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ ท่ามกลางความกังวลว่าภัยไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจบ่อนทำลายความมั่นคงของสถาบันการเงินสำคัญ
ผลการทบทวนปี 2568 ของ FSB เปิดเผยตัวเลขที่น่าเป็นห่วง มีเพียง 11 จาก 28 ประเทศที่ถูกสำรวจที่ออกกรอบกฎหมาย stablecoin ฉบับสมบูรณ์แล้ว ซึ่งนัยยะหลักหมายความว่า กว่าสามในห้าของประเทศสมาชิก ยังขาดโครงสร้างกฎหมายที่ชัดเจนในพื้นที่นี้ ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่ความบกพร่องด้านกฎระเบียบในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อ stablecoin ที่ออกในประเทศหนึ่งถูกใช้งานข้ามพรมแดนไปยังอีกประเทศที่ยังไม่มีกรอบรองรับ
รายงานที่แนบมากับจดหมายของเบลีย์ระบุความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรมชัดขึ้น การที่นักลงทุนแห่ถอนเงินจาก stablecoin พร้อมกันอาจลามไปสู่ตลาดการเงินดั้งเดิมผ่านสองช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือการบังคับขายสินทรัพย์สำรองจำนวนมากในเวลาสั้น และช่องทางที่สองคือการถอนเงินฝากออกจากธนาคารพาณิชย์
นอกจากนี้ FSB ยังชี้ความเสี่ยงเฉพาะของ stablecoin ที่มีผู้ออกหลายราย ซึ่งอาจเกิดสถานการณ์ที่แรงกดดันการไถ่ถอนกระจุกตัวที่ผู้ออกรายใดรายหนึ่ง ขณะที่สินทรัพย์สำรองกระจายอยู่ในหลายเขตอำนาจศาล ความไม่สอดคล้องนี้คือชนวนที่อาจจุดวิกฤตสภาพคล่องได้โดยไม่มีใครคาดคิด
ด้านความเสี่ยงจาก AI เบลีย์ระบุว่าต้องการ "ความใส่ใจอย่างต่อเนื่องและการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังจากสถาบันการเงิน" แนวปฏิบัติที่ FSB เพิ่งประกาศใช้ครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ ธรรมาภิบาลระดับองค์กร การพัฒนาและนำ AI ไปใช้งาน ความปลอดภัยไซเบอร์ และความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก โดยกังวลเป็นพิเศษว่า AI อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญด้วยความซับซ้อนและความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน ความกังวลนี้สอดคล้องกับคำเตือนของธนาคารกลางยุโรปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า AI อาจขยายความผันผวนของตลาดและภัยไซเบอร์
บริบทที่ทำให้หนังสือฉบับนี้มีน้ำหนักมากกว่าเอกสารนโยบายทั่วไปของ G20 ที่จะประชุมในวันพฤหัสบดีนี้ประกอบด้วยทั้งประเทศที่มีกรอบ stablecoin ชัดเจนอย่างสหรัฐฯ ที่เพิ่งผ่าน GENIUS Act และยุโรปที่มี MiCA รวมถึงประเทศที่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนากรอบกฎหมาย หาก G20 สามารถผลักดันให้เกิดมาตรฐานขั้นต่ำร่วมกันสำหรับการกำกับดูแล stablecoin ข้ามพรมแดนได้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ลดช่องว่างด้านกฎระเบียบที่ FSB ชี้ไว้
สำหรับไทยและอาเซียน สัญญาณจาก FSB ครั้งนี้มาในช่วงเวลาที่ ก.ล.ต. ไทยกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาหลักเกณฑ์ Travel Rule และกรอบกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครอบคลุมขึ้น ข้อกังวลของ FSB เรื่องช่องว่างกลไกกำกับ stablecoin ข้ามพรมแดนตรงกับสถานการณ์จริงในภูมิภาคที่ stablecoin สกุลดอลลาร์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายแต่ยังขาดกรอบกฎหมายรองรับที่ชัดเจนในหลายประเทศ ผลลัพธ์จากการประชุม G20 วันพฤหัสบดีจึงเป็นเอกสารอ้างอิงที่ผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคควรติดตามอย่างใกล้ชิด