จากผู้รับเหมาก่อสร้างที่เจอพิษวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สู่เจ้าของฟาร์มโคนมและแบรนด์ “นมเหน่อ” จ.สุพรรณบุรี ที่เริ่มต้นจากการเลี้ยงวัวเนื้อ ก่อนพลิกเกมสู่ธุรกิจนมสดพาสเจอร์ไรส์ 100% ปัจจุบันมีแม่วัวกว่า 500 ตัว รีดน้ำนมดิบเฉลี่ย 8,000 ลิตรต่อวัน ต่อยอดผลิตภัณฑ์ทั้งโยเกิร์ต ไอศกรีม และคาเฟ่ พร้อมเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตจากฟาร์ม วางเป้าขยายฝูงวัวสู่ 2,500 ตัว และรุกตลาดกรุงเทพฯ ในอนาคต
นายชัยวัฒน์ มาตรศรี เจ้าของธุรกิจนมสดพาสเจอร์ไรส์แบรนด์ “นมเหน่อ” เล่าว่า เดิมทีทำงานรับเหมาก่อสร้างให้หน่วยงานภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ แต่พอเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้ธุรกิจโดนผลกระทบอย่างหนักแต่ต้องดูแลพนักงานที่มีให้อยู่รอด เขาปิ๊งไอเดียการทำเกษตรขึ้นมาในช่วงที่กำลังเผชิญกับวิกฤตดังกล่าว โดยเริ่มต้นปลูกขนุนก่อนในพื้นที่ 30 ไร่ พอได้ผลผลิตมาก็พบว่าพวกวัชพืชมีค่อนข้างเยอะ ซึ่งเขามองว่าถ้าหากจัดการเรื่องวัชพืชให้กลายเป็นมูลค่าได้ก็คงจะดี หลังจากนั้นก็เริ่มซื้อ “วัวเนื้อ” เข้ามาและดูแลให้กินพวกวัชพืชต่างๆ ทำให้แก้ปัญหาเรื่องหญ้าและวัชพืชได้
หลังจากนั้นก็มองเห็นโอกาสในการเลี้ยงวัวเนื้อให้เกิดมูลค่า โดยมุ่งไปที่เรื่องโคพันธุ์กำแพงแสนซึ่งสามารถพัฒนาไปในระดับหนึ่งแต่ก็ต้องเจอกับปัญหาปลายทางคือเรื่องการจำหน่าย ซึ่งโคพันธุ์กำแพงแสนที่เขาเลี้ยงนั้นมีการขุนและดูแลตั้งแต่แรกเกิด โดยใช้เวลา 2 ปี กว่าจะเริ่มสร้างมูลค่าได้ แต่ก็ต้องชะงักเรื่องอายุของวัวที่ไม่สามารถส่งเข้าระบบแปรรูปได้บวกกับราคาที่ต้องโดนตัดลงเพราะเรื่องอายุและน้ำหนักต่างๆ ทำให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนจากการเลี้ยงวัวเนื้อมาเป็น “วัวนม”
หลังจากเลี้ยงวัวเนื้อได้ประมาณ 3 ปี ทางฟาร์มก็เปลี่ยนมาเลี้ยงวัวนมในปี 2551 และตัดสินใจหยุดเลี้ยงวัวเนื้อมาตั้งแต่ตอนนั้นและหันมาเอาดีเรื่องวัวนมแทน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนในการทำธุรกิจของฟาร์มโดยทันที ในตอนนั้นเริ่มนำเอาวัวนมเข้ามาเลี้ยงประมาณ 10 ตัว ซึ่งเรียนรู้กระบวนการเลี้ยงใหม่ทั้งหมด เพราะจะต้องดูแลเหมือนเด็กแรกเกิด ซึ่งถึงแม้จะมีการดูแลที่ค่อนข้างยากแต่เจ้าของฟาร์มกลับไม่ย่อท้อโดยยึดคติประจำใจว่า “คนอื่นเลี้ยงได้เราก็ต้องเลี้ยงได้”
แม่วัวนม 10 ตัวแรกที่นำเข้ามาแบบพร้อมคลอดทางฟาร์มมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 3 เดือน และแม่วัวทั้ง 10 ตัวจะสามารถรีดนมได้ตัวละประมาณ 20 กิโลกรัมต่อวัน หลังจากแม่วัวคลอดลูกได้มาเพิ่มเป็นวัวทั้งหมด 20 ตัว แน่นอนเกิดปัญหาตามมาคือเต้านมแม่วัวเสีย โดยปกติแล้วแม่วัวจะมีเต้านมอยู่ 4 เต้า แต่เสียหายไปจนเหลือ 2 เต้าทำให้ต้องเสียเต้านมไปและการรีดนมก็ลดลง ทำให้กลายเป็นความท้าทายสำหรับการเลี้ยงวัวนมของทางฟาร์ม
หลังจากได้น้ำนมมาแล้วนั้นขั้นตอนต่อไปคือการหา “ตลาด” ในตอนแรกเริ่มทางฟาร์มส่งน้ำนมให้กับสหกรณ์การเกษตรของจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อนำไปผลิตเป็น “นมโรงเรียน” โดยใช้เวลากว่า 3 ปี ในการศึกษาและเรียนรู้พร้อมกับเลี้ยงวัวนมไปพร้อมๆ กัน รวมถึงส่งขายน้ำนมและเพิ่มจำนวนวัวนมอย่างต่อเนื่องปัจจุบันมีกว่า 500 ตัว
ทั้งนี้หลังจากขายส่งนมสดเพื่อทำนมโรงเรียนแล้ว เป้าหมายต่อไปในการสร้างมูลค่าของฟาร์มคือการ “แปรรูปนมสด” และก่อตั้งเป็นแบรนด์ “นมเหน่อ” โดยมีจุดประสงค์ให้เด็กในจังหวัดสุพรรณบุรีได้ดื่มนมสดจากโคนมแท้และต้องการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้เติบโตมากขึ้น ซึ่ง “นมเหน่อ” ดำเนินการมาได้ประมาณ 8 ปี เป็นแบรนด์ท้องถิ่นที่ผลิตนมโคแท้ 100% พร้อมทั้งตีตลาดคนท้องถิ่นให้เข้าถึงนมโคจากฟาร์ม
โดยมีโปรดักส์แรกคือ “นมสดพาสเจอร์ไรส์รสจืด” และได้มีการเพิ่มรสชาติอย่าง รสสตรอเบอรี่ กาแฟ ช็อกโกแลต และอื่นๆ รวมทั้งหมด 7 รสชาติ หลังจากนั้นได้ต่อยอดและแตกไลน์สินค้าเป็น “โยเกิร์ต” รสชาติต่างๆ ตามมา รวมถึงไอศกรีมและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างครีมบำรุงผิว สบู่อาบน้ำแบบก้อนและแบบเหลว พร้อมทั้งต่อยอดเปิดร้านคาเฟ่ภายใต้แบรนด์ “นมเหน่อ” ขึ้นมาอีกด้วย ปัจจุบันมีทั้งหมด 2 สาขาคือ โรบินสันและปั๊มน้ำมันบางจากอำเภออู่ทองในจังหวัดสุพรรณบุรี
ปัจจุบันทำการตลาดในพื้นที่เป็นหลัก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นนมสดและโยเกิร์ตอาจจะมีอายุการเก็บรักษาได้เพียง 10 วันในตู้เย็นและแพคเกจจิ้งเป็นขวดแก้วเพราะเป็นนมแบบพาสเจอร์ไรส์ ส่งผลให้การขนส่งได้ไม่ดีนัก แต่ทางแบรนด์มีการวางแผนจะเปิดเป็นคาเฟ่เพิ่มในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับความต้องการและตีตลาดคนกรุงในรูปแบบต่อไป
สำหรับการแปรรูปนมสดในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆนั้นทางฟาร์มใช้นมดิบเฉลี่ยประมาณ 8,000 ลิตรต่อวันในการผลิต ซึ่งนมสดของทางแบรนด์จะมีความแตกต่างจากนมสดอื่นทั่วไปตรงรสชาติ เนื่องจากการดูแลที่เอาใจใส่เป็นพิเศษ เรื่องอาหารสำหรับแม่วัวทางฟาร์มก็คัดเกรดดีเพื่อให้แม่วัวได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
นอกจากนี้การพลิกผันจากการขายเพียงนมดิบสู่การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับนม ส่งผลให้ราคาในตลาดเพิ่มขึ้นจากเดิมสามารถขายได้ลิตรละ 20 บาท เป็นลิตรละ 30-50 บาท ขึ้นมาได้ ซึ่งบทเรียนนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่มีและนำไปแปรรูปเพื่อให้เกิดการสร้างแบรนด์ การเพิ่มมูลค่าสินค้าจึงเติบโตขึ้นไปด้วย
จุดแข็งของนมสดแบรนด์ “นมเหน่อ” คือเรื่องของคุณภาพในน้ำนมและการเลี้ยงส่งผลกับคุณภาพน้ำนมโดยตรง น้ำนมของทางฟาร์มจะเน้นความเข้มข้น ไขมันในน้ำนมโดยทั่วไปในท้องตลาดจะอยู่ที่ 3-3.2% แต่ของฟาร์มสามารถทำได้ถึง 4.0% เพราะฉะนั้นความเข้มข้นของนมมากกว่านมในตลาดทั่วไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาจากอาหารการกินของแม่วัวที่ทางฟาร์มใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อส่งต่อไปยังมือลูกค้า ปัจจุบันสินค้าประเภทนมสดและโยเกิร์ตจะขายในราคาขวดละ 40 บาท
แม้เส้นทางของการแปรรูปนมสดเป็นผลิตภัณฑ์นมต่างๆ เหมือนจะดูเป็นไปได้ดีแต่เมื่อมีวิกฤตโรคมาระบาดในไทย ทางแบรนด์ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย ส่งผลให้สูญเสียแม่วัวไปหลายตัว ซึ่งทางฟาร์มได้มีการบริหารจัดการ ดูแลและป้องกันโรคเหล่านี้โดยการใช้ “วัคซีน” ป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ ที่เกิดในวัว และทำให้ทางฟาร์มต้องป้องกันและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มข้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว
ปัจจุบันถ้าหากมีใครสนใจต้องการผลิตภัณฑ์ของนมเหน่อจำเป็นต้องเดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญในการพัฒนาและต่อยอดแบรนด์ให้สามารถเติบโตในหลายจังหวัด พร้อมกับนำสินค้าไปวางขายในตลาดอื่นได้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางแบรนด์มองตลาดกรุงเทพฯ เอาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก
ทั้งนี้ในสัดส่วนของฟาร์มและนมสด 8,000 ลิตรนั้นจะถูกแบ่งออกไป โดยในส่วนของนมเหน่อจะอยู่ที่ประมาณ 10% ที่เหลือจะถูกแบ่งไปผลิตเป็นนมโรงเรียน ส่งให้คาเฟ่ต่างๆ ในจังหวัด และในส่วนของกำลังการผลิตนั้นทางแบรนด์จะผลิตตามออเดอร์ โดยสามารถผลิตนมพาสเจอร์ไรส์เต็มที่ได้ประมาณ 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งในอนาคตตั้งเป้าขยายให้สามารถผลิตได้วันละ 10-12 ตัน
“เรารู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เราตัดสินใจทำธุรกิจแล้วมันถูก เพราะถอดเกียร์ถอยทิ้งตั้งแต่วันแรกยังไงก็ต้องลุยกันแล้ว ต้องเดินหน้า ประเด็นสำคัญคือถ้าเราทำความเข้าใจกับการเลี้ยงวัวนมได้มันไม่ใช่เรื่องยากแล้วแหละ” คุณชัยวัฒน์ ระบุ
แม้ว่าจะเป็นแบรนด์ท้องถิ่นแต่ทางฟาร์มนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนาฟาร์มและธุรกิจ วัวนมทุกตัวต้องใส่ปลอกคอสมาร์ทชิป เพื่อสำรวจพฤติกรรมและสามารถเช็คได้ทันทีว่าแต่ละตัวมีสุขภาพร่างกายเป็นอย่างไร ทำให้วัวแต่ละตัวมีข้อมูลใน Data ทุกตัว และมีสัตวบาลคอยมอนิเตอร์เรื่องสุขภาพแม่วัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้นมจากแม่วัวอย่างมีคุณภาพ ปัจจุบันถึงแม้จะมีแม่วัวอยู่ประมาณ 500 ตัวแต่ทางฟาร์มตั้งเป้าให้จำนวนแตะถึง 2,500 ตัวในอนาคต ปัจจุบันทางแบรนด์ได้รับมาตรฐาน อย. และมาตรฐาน ISO
แบรนด์ “นมเหน่อ” ได้มีโอกาสรู้จักและได้รับการสนับสนุนเงินทุนสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธพว. หรือ SME D Bank ที่เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องของเงินทุนสินเชื่อที่ทางฟาร์มนำไปพัฒนาเรื่อง Zero Waste ภายในฟาร์มและแบรนด์สินค้า เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักของการขยายฟาร์มที่ตั้งไว้
อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่น ทำการตลาดเฉพาะในพื้นที่จังหวัด แต่ทางแบรนด์ยังคงคาดหวังพัฒนาและต่อยอดสินค้าต่างๆ ให้สามารถนำออกสู่ต่างจังหวัดและกลุ่มคนเมืองได้ลิ้มลองนมโคจากฟาร์ม 100% และมองว่าแบรนด์ “นมเหน่อ” ไม่ได้เกิดมาเพื่อแข่งขันกับแบรนด์อื่นในตลาด แต่มองว่าต้องการให้ผู้คนและเด็กไทยสามารถดื่มน้ำนมโคแท้จากฟาร์มที่ได้คุณภาพที่ผ่านการเลี้ยงดูมาอย่างดี ปลอดภัยและสะอาด พร้อมทั้งส่งต่อแบรนด์นมโคแท้ออกสู่สายตาคนในประเทศได้มากที่สุด
ติดต่อเพิ่มเติม
Facebook : นมเหน่อ
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *