คมนาคม ชงครม.พ.ย.นี้ เคาะ MOU โอนรถไฟฟ้า”สีเขียวและทอง”ให้รฟม. เร่งแก้บัตร Rabbit เชื่อมตั๋วร่วม ลงทะเบียนผู้บัญชีแอป”เป๋าตัง”รับสิทธิ์ 17-45 บาท หวั่น EMV แค่ประตู Swing Gate รับไม่ไหว “บีทีเอส”แนะอัปเกรดบัตรใหม่ Co-brand” EMV-Rabbit”สะดวกกว่า
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมสำหรับรถไฟฟ้า ค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวการเดินทาง โดยคิดค่าแรกครั้งเดียว เมื่อเดินทางข้ามสาย ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งในส่วนของบีทีเอส รับผิดชอบรถไฟฟ้า 4 สาย โดย สายสีเขียว สายสีทอง สายสีเหลืองและสายสีชมพู
ขณะนี้ รับทราบว่า จะมีการโอนโครงการหรือเปลี่ยนคู่สัญญา รถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง จากกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) ไปเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนที่กทม.และรฟม.หารือร่วมกัน
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง รวมถึงสีเหลืองและสีชมพู ใช้บัตร Rabbit แตะจ่ายค่าโดยสารเป็นหลัก โดยมีการออกบัตร Rabbit ไปแล้วรวมประมาณ 20 ล้านใบ ตามมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว จะต้องชำระค่าโดยสาร โดยแตะจ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิต ( ระบบ EMV Contactless) ในระยะแรก ธนาคารกรุงไทย จะเข้ามาติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV ที่ประตูทางเข้า-ออกพิเศษ (Swing Gate) ในสายสีเขียวและสีทอง
ซึ่งบริษัทฯได้ให้ความเห็นไปก่อนหน้าแล้วว่า หากติดเครื่อง EDC หรือติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV เฉพาะ Swing Gate ซึ่งแต่ละสถานีมีจำนวนช่องน้อย จะเกิดความแออัดแน่นอน โดยเฉพาะสถานีที่มีจำนวนผู้โดยสารหนาแน่น เช่น อโศกและสยาม
ขณะนี้ ทางบริษัทฯยังไม่ได้รับแจ้งรูปแบบที่จะดำเนินการอย่างเป็นทางการ แต่เข้าใจว่าทางกระทรวงคมนาคม โดย สนข. กรมราง น่าจะหารือกับกรุงไทยเพื่อหาวิธีแก้ไข คือ เบื้องต้นให้ผู้ที่ถือบัตร Rabbit เข้าไปลงทะเบียนผูกบัญชี ในแอปพลิเคชัน”เป๋าตัง” เพื่อรับสิทธิ์ ค่าโดยสาร 17-45 บาท ซึ่งวิธีนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระผู้โดยสารช่อง Swing Gate ที่รับบัตร EMV ลงได้
โดยจะทำให้ผู้โดยสารที่เดินทางเฉพาะในโครงข่าย รถไฟฟ้าสายสีเขียว ทอง เหลือง ชมพู เชื่อมต่อกัน ยังคงใช้บัตร Rabbit (ที่ลงทะเบียนแอปฯเป๋าตัง) ชำระค่าโดยสารผ่าน Gate ปกติได้ และยังได้รับสิทธิ์ อัตราค่าโดยสาร 17-45 บาท ด้วย
ส่วนกรณีที่ต้องเดินทางข้ามไปใช้สายสีม่วง สีน้ำเงินหรือสีแดงด้วยนั้น จะต้องชำระค่าโดยสาร ด้วยบัตร EMV Contactless เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว จะต้องติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV ทุกประตูทางเข้า ซึ่งรถไฟฟ้า สายสีเขียวส่วนหลักและส่วนต่อขยาย มีประตูทางเข้าจำนวนกว่า 1,000 ช่อง ประเมินว่าต้องใช้ เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ถึงจะติดตั้งครบ ขณะที่มีอีกแนวคิดที่จะสามารถแก้ปัญหาได้เร็วกว่า คือ ออกบัตรใหม่ Co-brand ที่มีชิปทั้ง EMV และ Rabbit อยู่ด้วยกันจะมีความสะดวกมากกว่า
“ช่วงแรก เพราะเป็นอะไรใหม่ๆ อาจจะมีปัญหา ความไม่สะดวกอยู่บ้าง ซึ่งบริษัทฯพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ไข อย่างเต็มที่“นายสุรพงษ์กล่าว
ปัจจุบัน รถไฟฟ้า สายสีเขียวทั้งเส้นทางหลักและส่วนต่อขยาย มี ผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ย ประมาณ 7-8 แสนคนต่อวัน ช่วงปิดเทอม อาจจะลดลงไปบ้างในบางวัน ซึ่งคาดการณ์ว่า มาตรการ ตั๋วร่วมค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว จะทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่จะเป็นเท่าไรแต่ละสายไม่เท่ากันและต้องประเมินผลหลังใช้มาตรการไประยะหนึ่ง
สำหรับค่าชดเชย กรณีผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว ทางกระทรวงคมนาคม สำนักสนข.และ กรมราง ได้เคยเชิญไปหารือเบื้องต้นแล้วแต่ยังไม่ได้สรุป โดยจะรอหลังใช้มาตรการไปแล้วเพื่อดูจำนวนผู้โดยสารว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แล้วจึงเจรจาอีกครั้ง
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชน ผ่านอัตราค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท ซึ่งจะต้องมีการติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV Contactless รถไฟฟ้า 8 สาย มีจำนวนทั้งสิ้น 191 สถานี ติดระบบ EMV แล้ว 912 ช่องทาง ได้แก่
-สายสีน้ำเงิน มีจำนวน 37 สถานี มีประตูที่ติดระบบ EMV ( ขาเข้า 189 ช่อง ขาออก 207 ช่อง แบบ 2 ทิศทาง 44 ช่อง)
-สายสีม่วง จำนวน 16 สถานี มีประตูที่ติดระบบ EMV ( ขาเข้า 38 ช่อง ขาออก 64 ช่อง แบบ 2 ทิศทาง 32 ช่อง)
-สายสีเหลือง จำนวน 23 สถานี มีประตูที่ติดระบบ EMV ( ขาเข้า 47 ช่อง ขาออก 47 ช่อง )
-สายสีชมพู จำนวน 32 สถานี มีประตูที่ติดระบบ EMV ( ขาเข้า 68 ช่อง ขาออก 68 ช่อง)
-แอร์พอร์ตเรลลิงก์ จำนวน 8 สถานี มีประตูที่ติดระบบ EMV ( ขาเข้า 16 ช่อง ขาออก 24 ช่อง)
-สายสีแดง จำนวนื 13 สถานี มีประตูที่ติดระบบ EMV ( ขาเข้า 26 ช่อง ขาออก 26 ช่อง)
-สายสีเขียว (สุขุมวิท) จำนวน 46 สถานี ยังไม่มีประตูที่ติดระบบ EMV
-สายสีเขียว (สีลม) จำนวน 13 สถานี ยังไม่มีประตูที่ติดระบบ EMV
-สายสีทอง จำนวน 3 สถานี ยังไม่มีประตูที่ติดระบบ EMV
@ พ.ย.นี้ ชงครม.ของบกลาง 5.8 พันล้านชดเชยปีแรก
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายในเดือนพ.ย. 2569 กระทรวงคมนาคมจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ ได้แก่ ขออนุมัติงบกลางกรอบวงเงินไม่เกิน 5,800 ล้านบาท สำหรับดำเนินมาตรการระยะ 1 ปี , เห็นชอบจัดเก็บค่าโดยสารตามสัญญาเดิม โดยรัฐเข้าชดเชยส่วนต่างคืนให้ประชาชน ,เห็นชอบธนาคารกรุงไทย เป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) , เห็นชอบหลักการให้ประชาชนสัญชาติไทย ใช้บัตรที่ชำระค่าเดินทางจริงลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ได้แก่ บัตรเครดิต/เดบิต (ระบบ EMV) , บัตร Rabbit เพื่อยืนยันตัวตนและผูกบัญชีสำหรับรับเงินชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร
ขณะนี้ รฟม.และ กทม.ต้องเจรจารายละเอียด MOU โอนโครงการสายสีเขียวและสีทอง เพื่อลงนามร่วมกันหลังครม.อนุมัติ รวมถึงรฟม.จะต้องเจรจากับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการโอนสิทธิ์การบริหารจัดการเดินรถ การจัดเก็บรายได้ การซ่อมบำรุง รถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์
“หลักการต้องเจรจากับกทม. เพื่อโอนทรัพย์สิน และหนี้สิน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง จากกทม. มาเป็นของรฟม. หรือเปลี่ยนคู่สัญญาจากกทม.มาเป็นรฟม.ก่อน ในทางคู่ขนานรัฐ หรือรฟม.เข้าไปติดตั้งหัวอ่าน EMV ที่ประตู Swing Gate สายสีเขียวและสีทอง โดยรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
“ในปีแรกคำนวนค่าชดเชย สูงสุดไม่เกิน 5,800 ล้านบาท ซึ่งมีโอกาสต่ำกว่า เนื่องจากคาดว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้รถไฟฟ้าแต่ละสายมีผู้โดยสารเพิ่ม ซึ่งจะมีการเจรจากับเอกชน เพื่อแบ่งรายได้จากผู้โดยสารส่วนเพิ่มจากมาตรการฯ หรือ Induced Demand ส่งกลับคืนให้ภาครัฐ (ก.คลัง)”แหล่งข่าวกล่าว