xs
xsm
sm
md
lg

สรุปประเด็นเวที “IMF–World Bank” AI พยุงการเติบโต แต่หนี้พุ่ง แรงงานเสี่ยงถูกแทนที่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันนี้ 12 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพไปจนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางความสนใจของผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้บริหารธนาคารกลาง และสถาบันการเงินจากทั่วโลก

สำหรับประเด็นสำคัญของเวทีเศรษฐกิจโลกปีนี้อยู่ที่การประเมินทิศทางการเติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากภาระหนี้สาธารณะ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังกลายเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความท้าทายต่อตลาดแรงงาน

IMF ชี้ AI พยุงเศรษฐกิจโลกโตใกล้ 3%

นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการจัดการ IMF ระบุว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ช่วยสนับสนุนการเติบโตให้อยู่ใกล้ระดับ 3% แม้เผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

สำหรับภูมิภาคเอเชีย IMF มองว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI จะเป็นโอกาสสำคัญต่อประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยี โดยประเมินว่า AI อาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียได้สูงสุดประมาณ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ และกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียสูงสุดประมาณ 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ AI ไม่ใช่การปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจของแต่ละประเทศโดยตรง

เตือนงานทั่วโลก 40% ได้รับผลกระทบจาก AI

แม้ AI จะช่วยยกระดับผลิตภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ IMF ประเมินว่างานทั่วโลกประมาณ 40% อาจได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีดังกล่าว ทั้งในลักษณะของการเปลี่ยนรูปแบบงาน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการทดแทนงานบางประเภท

โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่อาจได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทำให้การพัฒนาทักษะแรงงานและการเตรียมระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกต้องให้ความสนใจ

ธนาคารโลกชู Small AI สร้างงานใหม่ 5 สาขา จับตาเอเชียเสี่ยงแรงงานถูกแทนที่

นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ให้ความสำคัญกับแนวคิด Small AI หรือการนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตและธุรกิจจริงด้วยต้นทุนที่เข้าถึงได้ โดยระบุถึง 5 สาขาสำคัญที่สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้เพิ่มผลิตภาพและสร้างงาน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรมรายย่อย สาธารณสุขระดับปฐมภูมิ ภาคการผลิต และการสร้างงานในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันสร้าง AI ขนาดใหญ่ แต่สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับภาษา โครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณของแต่ละประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน นายธาร์มาน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ซึ่งเข้าร่วมเวทีดังกล่าว เตือนว่าการขยายตัวของ AI อาจกระทบโอกาสการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันปรับระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานตลอดชีวิต เพื่อป้องกันความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก AI กับกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่ IMF มองว่า สำหรับเศรษฐกิจเอเชีย การใช้ AI เพิ่มผลิตภาพอาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากสังคมสูงวัยและจำนวนแรงงานที่ลดลงได้ในระยะยาว

หนี้สาธารณะ–พลังงาน แรงกดดันเสถียรภาพเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามจากการประชุมครั้งนี้ คือความเสี่ยงจากภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงของหลายประเทศ ประกอบกับต้นทุนการกู้ยืมและราคาพลังงานที่กดดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลแต่ละประเทศต้องรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโต การดูแลค่าครองชีพประชาชน และการรักษาวินัยการคลังในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของการค้าโลก ยังเป็นปัจจัยที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานและทิศทางการลงทุนระหว่างประเทศ

จับตารายงานเศรษฐกิจโลกชุดใหม่ กำหนดทิศทางตลาดการเงิน

ภายหลังเริ่มต้นการประชุมในวันแรก IMF มีกำหนดเผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) และรายงานเสถียรภาพการเงินโลก (Global Financial Stability Report) ในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ตามด้วยรายงาน Fiscal Monitor ในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ความเสี่ยงของตลาดการเงิน และสถานะการคลังของประเทศต่าง ๆ

ตัวเลขและข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงานเหล่านี้เป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตาม เนื่องจากอาจมีผลต่อการประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตร และกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ

เอเชียเผชิญสังคมสูงวัย IMF เสนอใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ

อีกประเด็นสำคัญที่ IMF หยิบยกขึ้นมาคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเผชิญจำนวนแรงงานลดลง ซึ่งอาจกระทบศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

IMF มองว่าการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพสามารถช่วยชดเชยผลกระทบจากการลดลงของกำลังแรงงานได้ ขณะเดียวกันยังเสนอให้ประเทศในเอเชียเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ IMF ประเมินว่าการส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและลดอุปสรรคระหว่างประเทศในภูมิภาค อาจช่วยเพิ่ม GDP ของเอเชียได้ประมาณ 1.8% ในระยะยาว


ไทยชู 3 จุดแข็ง พร้อมดึงลงทุนอุตสาหกรรมใหม่

สำหรับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ รัฐบาลใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอศักยภาพผ่านนิทรรศการ Thailand Pavilion โดยเน้นจุดแข็ง 3 ด้าน ได้แก่

ด้านแรก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นำเสนอระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) และการชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงบริการทางการเงิน

ด้านที่สอง การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำเสนอระบบบริหารจัดการน้ำท่วม การใช้ข้อมูลดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และแนวทางพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ

ด้านที่สาม เศรษฐกิจรองรับสังคมสูงวัย นำเสนอศักยภาพระบบสาธารณสุขไทย ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน การแพทย์แม่นยำ และอุตสาหกรรมสุขภาพและ Wellness

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังวางกรอบผลักดันประเด็นเชิงนโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI การสร้างบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางที่เชื่อถือได้ทางการค้าและการลงทุน การพัฒนาระบบการเงินเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากสังคมสูงวัย

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีเป้าหมายใช้เวทีการประชุมครั้งนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน เพื่อยกระดับการลงทุนและผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในอัตรา 3% ต่อปีภายใน 3 ปี