xs
xsm
sm
md
lg

จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้วัดทิศทางราคทองคำหลุดพักฐาน หรือทรุดลงตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:





"จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ ชี้วัดทิศทางราคาทองคำสิ้นสุดจุดพักฐาน หรือปรับตัวลงต่อ หลังบอนด์ยิลด์พุ่งกดดันราคาไม่ยอมให้รีบาวนด์ ด้านมุมมองกูรูระดับโลกคาดตลาดกำลังอยู่ในช่วงสร้างฐานเพื่อรอจังหวะเติบโต"


สถานการณ์ราคาทองคำในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 โดยอ้างอิงจากประกาศ สมาคมค้าทองคำ (The Gold Traders Association of Thailand) พบว่าตลาดทองคำมีความเคลื่อนไหวผันผวนตามทิศทางตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน โดยในวันที่ 1 ต.ค.69 ปรับตัวลดลง 250 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 66,300.00 บาท ก่อนที่ราคาจะค่อย ๆ ฟื้นตัวและปรับขึ้นสลับลงตามแรงเก็งกำไรในตลาด Gold Spot จนกระทั่งปิดตลาดล่าสุดในวันที่ 10 ต.ค.69 ราคาทองคำแท่งปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับขายออก 66,550.00 บาท และรับซื้อที่ 66,350.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 67,350.00 บาท ส่งผลให้ภาพรวมในช่วง 10 วันแรกของเดือนนี้ ราคามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 250 บาท จากแรงหนุนของเงินบาทและปัจจัยในตลาดต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน หากประเมินเปรียบเทียบราคาทองคำในช่วงเดือนกันยายน 2569 กับราคาทองคำในปัจจุบัน (ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569) พบว่าตลาดทองคำมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของราคาที่ผ่านจุดผันผวนครั้งใหญ่ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งไต่ระดับขึ้นไปแตะจุดสูงสุดบริเวณ 69,900.00 บาท

ก่อนจะเผชิญกับแรงเทขายและปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนรวมกว่า 3,300 บาท โดยลงไปแตะจุดต่ำสุดของเดือนบริเวณ 65,800.00 บาท และค่อยๆ ดีดตัวปิดสิ้นเดือนกันยายนที่ระดับขายออก 66,550.00 บาท ทำให้ภาพรวมราคาทองคำในปัจจุบันทรงตัวใกล้เคียงกับช่วงปลายเดือนก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงพักฐานและสร้างฐานราคาใหม่ หลังจากที่ร่วงลงมาจากจุดสูงสุดในเดือนกันยายนค่อนข้างแรง

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดในปัจจุบันไม่ได้ร้อนแรงเท่าช่วงต้นถึงกลางเดือนกันยายนที่ราคาพุ่งสูงเกือบแตะ 70,000 บาท แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เพื่อรอดูท่าทีและตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ๆ




 ส่องทิศทางทองคำ:อะไรคือปัจจัยชี้ชะตา?

หลังจากตลาดทองคำในประเทศผ่านพ้นช่วงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ด้วยความผันผวนในกรอบแคบ และราคาแท่งขายออกยืนระยะอยู่ที่บริเวณ 66,550.00 บาท นักลงทุนต่างจับตาว่าทิศทางในสัปดาห์นี้ น่าจะมีการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยและตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคหลายรายการที่พร้อมจะเข้ามาเขย่าตลาด เช่น

1. ดัชนีเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI และ PPI) ถือเป็นหัวใจสำคัญในสัปดาห์นี้ เนื่องจากการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เนื่องจากตัวเลขเหล่านี้จะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ว่าจะส่งสัญญาณผ่อนคลายหรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำโลก (Gold Spot) และความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

2. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (US Bond Yield)ต้องยอมรับว่าทิศทางของ Bond Yield สหรัฐฯ ยังคงเป็นเงาตามตัวของราคาทองคำ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็มักจะกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำที่ไม่ได้ผลตอบแทนดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น

3. สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานโลก นอกจากนี้ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ยังคงเป็นตัวแปรไร้ระเบียบที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะหากสถานการณ์ลุกลาม อาจกระตุ้นให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) อย่างรวดเร็ว

นั่นทำให้มุมมองของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาทองคำโลกกำลังพยายามสร้างฐานและทดสอบแนวต้านสำคัญ ดังนั้นทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าหากราคายืนเหนือแนวต้านจิตวิทยาได้สำเร็จ อาจเห็นแรงซื้อเก็งกำไรกลับเข้ามาอีกระลอก แต่หากไม่ผ่านก็มีโอกาสเห็นการเคลื่อนไหวแบบออกข้าง (Sideway) เพื่อสะสมกำลังต่อไป


 ส่องมุมมองสถาบันการเงินระดับโลก

นอกเหนือจากปัจจัยตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว มุมมองจากสำนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก เช่น Goldman Sachs, JPMorgan และ UBS ต่างพากันประเมินทิศทางทองคำในช่วงนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

โดยหลังจากที่ราคาทองคำเคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2569 ที่ระดับราว 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงไตรมาสที่ 3 และต่อเนื่องมาถึงเดือนตุลาคมนี้ ราคาได้ปรับฐานลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 4,100 – 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่งผลให้หลายสถาบันปรับลดคาดการณ์ช่วงปลายปีลงมาอยู่ในกลุ่ม 4,450 – 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมองว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงพักฐานเพื่อสร้างฐานราคาใหม่

อย่างไรก็ตามแม้ระยะสั้นจะถูกกดดันจากท่าทีของ Fed และ Bond Yield แต่ความต้องการถือครองทองคำเพื่อความมั่นคงของธนาคารกลางทั่วโลก (Central Bank Buying) รวมถึงกระแสการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ (De-dollarization) ยังคงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยพยุงไม่ให้ราคาหลุดแนวรับหลัก

นั่นทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่าโซนราคาบริเวณ 4,000 – 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คือแนวรับจิตวิทยาสำคัญ ขณะที่การฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 4,200 ดอลลาร์ ในปัจจุบัน ถือเป็นสัญญาณบวกระยะสั้นที่สะท้อนแรงซื้อคืน แต่นักลงทุนยังต้องจับตาดูว่าตลาดจะสามารถฝ่าแนวต้านสำคัญไปได้หรือไม่

 มุมมองจากกูรูในประเทศ

สำหรับมุมมองของบริษัทค้าทองคำและสำนักวิเคราะห์ภายในประเทศไทย มีการประเมินทิศทางราคาทองคำว่า ใกล้สิ้นสุดรอบปรับฐานใหญ่และอยู่ในช่วงสร้างฐาน โดยมองตรงกันว่า หลังจากเผชิญแรงเทขายและปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า ตลาดได้เข้าสู่โหมดพักตัวสะสมพลัง (Consolidation) โดยประเมินว่าโซนราคาบริเวณ 4,000 – 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (เทียบเท่าราคาทองคำแท่งในประเทศแถวๆ 65,000 – 65,800 บาท) คือแนวรับสำคัญที่แข็งแกร่ง และการปรับฐานรอบนี้น่าจะใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

ทำให้กลยุทธ์การลงทุนคือ "ทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัว" (Buy on Dip) เนื่องจากโครงสร้างระยะสั้นยังเป็นการแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) เพื่อรอความชัดเจนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยหลีกเลี่ยงการไล่ราคา และกำหนดกรอบแนวรับในประเทศบริเวณ 65,500 – 65,800 บาท และแนวต้านระยะสั้นบริเวณ 66,500 – 66,800 บาท

ส่วนภาพรวมในระยะยาว ราคาทองคำยังคงมีปัจจัยหนุนที่แข็งแกร่ง ทั้งการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางและการป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพียงแต่ในระยะสั้นยังคงต้องระมัดระวังแรงกระแทกจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจสร้างความผันผวนเฉพาะหน้าได้