“สรรเพชญ”ลงพื้นที่ดูงานท่าเทียบเรือ ชุด D แหลมฉบัง บริหารโดย”ฮัทชิสัน พอร์ท“โชว์ศักยภาพรับเรือใหญ่พร้อมกัน 3 ลำ ด้วยระบบ AI-รถหัวลากไร้คนขับ ขับเคลื่อนท่าเรืออัจฉริยะ รองรับตู้สินค้าได้ถึง 3.5 ล้านทีอียูต่อปี
วันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่เยี่ยมชมและศึกษาดูงานเทคโนโลยีการปฏิบัติงานท่าเทียบเรืออัจฉริยะ ณ ท่าเทียบเรือชุด D บริษัท ฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนแนวทางการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Port Automation) และนวัตกรรมดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการท่าเทียบเรือ โดยมี Mr. Stephen Ashworth นายอาณัติ มัชฌิมา และคณะผู้บริหารฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) ต้อนรับและนำเสนอข้อมูล
ฮัทชิสัน พอร์ทฯ ระบุถึงการพัฒนาท่าเทียบเรือชุด D ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือตู้สินค้าขนาดใหญ่ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าและการขนส่งสินค้า รวมถึงสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยระบุว่าท่าเทียบเรือมีขีดความสามารถรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Mega Vessel) ได้พร้อมกัน 3 ลำ และรองรับตู้สินค้าได้สูงถึง 3.5 ล้านทีอียูต่อปี ควบคู่กับการพัฒนาการปฏิบัติงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน พ.ศ. 2593
สำหรับเทคโนโลยีสำคัญที่นำมาใช้ ได้แก่ ปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าควบคุมจากระยะไกล (RCQC) และปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานแบบล้อยางพลังงานไฟฟ้าควบคุมจากระยะไกล (RCeRTGC) รวมถึงรถหัวลากไร้คนขับ (Autonomous Truck) ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับระบบตรวจจับสภาพแวดล้อมและระบบระบุตำแหน่ง เพื่อวางแผนเส้นทางและขนย้ายตู้สินค้าภายในท่าเทียบเรือ นอกจากนี้ ยังมีรถหัวลากพลังงานไฟฟ้า (Electric Truck) และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) ซึ่งใช้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ประมาณ 5 นาที ช่วยให้การปฏิบัติงานดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ลดการใช้เชื้อเพลิงและมลพิษในพื้นที่ท่าเรือ
ด้านการบริหารจัดการดิจิทัล HPT ได้นำเสนอระบบบริหารปฏิบัติการท่าเทียบเรือ nGen ซึ่งสนับสนุนการวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน ควบคู่กับ HPT Digital Platform และแอปพลิเคชัน UBI ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการติดตามสถานะตู้สินค้า ตรวจสอบตารางเวลาเรือเข้าเทียบท่า และเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงบริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ e-DO, e-Billing และ e-Tax ตลอดจนระบบควบคุมการผ่านเข้า-ออกด้วยเทคโนโลยี RFID เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการวางแผนขนส่งและบริหารห่วงโซ่อุปทาน
นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการโลจิสติกส์ทางน้ำ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การศึกษาดูงานครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางการนำระบบอัตโนมัติ ระบบควบคุมจากระยะไกล และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ร่วมกัน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาท่าเทียบเรือของไทยให้มีความทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
“กระทรวงคมนาคม พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการท่าเรือ ตั้งแต่การขนย้ายตู้สินค้าไปจนถึงการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการดิจิทัล เพื่อให้การขนส่งสินค้ามีความรวดเร็ว ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนโลจิสติกส์ ควบคู่กับการยกระดับความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะนำข้อมูลและแนวทางที่ได้รับไปประกอบการผลักดันการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะของไทย ให้รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าได้อย่างยั่งยืน” นายสรรเพชญ กล่าว