ยอดเปิดบัญชีนิติบุคคลในกระดานเทรดเบอร์หนึ่งของไทยพุ่งทะยานกว่าร้อยละ 70 ท่ามกลางภาวะตลาดชะลอตัว โดยอ้างเป้าหมายหลักเกือบ 3 ใน 4 เพื่อการลงทุนและซื้อขาย แต่ในแวดวงการเงิน กลับตั้งคำถามตัวโตถึงความสมเหตุสมผล ว่าในภาวะเศรษฐกิจซบเซาและสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนรุนแรง องค์กรธุรกิจกล้าเสี่ยงนำเงินบริษัทมาเดิมพันจริงหรือ หรือแท้จริงแล้วคือเกมโยกย้ายถ่ายเท ปิดบังอำพรางเส้นทางการเงิน และฟอกเงินผ่านฉากหน้านิติบุคคลเพื่อแปลงสินทรัพย์สีเทาให้กลายเป็นเงินถูกกฎหมาย ปรากฏการณ์นี้กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบกำกับดูแลไทยว่าจะสกัดกั้นช่องโหว่ หรือปล่อยให้ระบบการเงินสมัยใหม่กลายเป็นแดนสนธยาแห่งใหม่ของกลุ่มทุนนอกระบบ
ตัวเลขสถิติที่ดูสวยหรูของยอดการเปิดบัญชีลูกค้านิติบุคคลและสถาบันบนกระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของประเทศ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่บรรดานักสังเกตการณ์ในแวดวงการเงินและหน่วยงานตรวจสอบต้องหรี่ตามองด้วยความกังขาอย่างยิ่ง
รายงานจาก บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ระบุว่า กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนสำหรับลูกค้านิติบุคคล หรือ เคยวายบี (Know Your Business) มีอัตราการเติบโตของบัญชีที่เปิดสำเร็จพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 70 ระหว่างปี 2566 ถึงปี 2568 และความเคลื่อนไหวนี้ยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีบัญชีนิติบุคคลที่ผ่านการอนุมัติเปิดสำเร็จแล้วถึง 80 บัญชี คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 71.4 เมื่อเทียบกับยอดรวมตลอดทั้งปี 2568 ที่มีจำนวน 112 บัญชี
สิ่งที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือ ข้อมูลเชิงลึกที่ระบุว่า เกือบ 3 ใน 4 หรือคิดเป็นร้อยละ 73.70 ของนิติบุคคลที่เปิดบัญชี ระบุวัตถุประสงค์ตรงกันว่า เข้ามาเพื่อการลงทุนร้อยละ 45.44 และเพื่อการซื้อขายร้อยละ 28.26 มองผิวเผิน ข้อมูลชุดนี้อาจถูกตีความว่าเป็นชัยชนะของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทยที่สามารถดึงดูดทุนสถาบันและภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบได้สำเร็จ ทว่าเมื่อนำมาวางทาบกับหลักการบริหารความเสี่ยงขั้นพื้นฐานขององค์กรธุรกิจ ภาพมายาคตินี้กลับปรากฏรอยปริแยกและข้อพิรุธขนาดใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้
ย้อนศรตรรกะการเงิน ทุนบรรษัทกล้าเสี่ยงดอย หรือมีวาระซ่อนเร้น
ในโลกความเป็นจริงทางธุรกิจ สภาพคล่องของนิติบุคคลคือเส้นเลือดใหญ่ การนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไปลงทุนในสินทรัพย์ใด ย่อมต้องผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการบริษัท ฝ่ายการเงิน และผู้ถือหุ้นอย่างรัดกุม โดยเฉพาะในช่วงปี 2566 ถึงปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภาพรวมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนหนักและชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
คำถามตัวโตที่เกิดขึ้นในหมู่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจการลงทุนคือ นิติบุคคลไทยเหล่านี้ใจถึงขนาดนำเงินกงสีหรือกำไรสะสมของบริษัทมาวางเดิมพันกับสินทรัพย์ที่มีโอกาสสวิงขึ้นลงวันละ 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์จริงหรือ? ในเมื่อการบันทึกบัญชีต้องใช้ระบบประเมินมูลค่าตามราคาตลาด ซึ่งอาจทำลายงบการเงินและทำให้ตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัทพังทลายได้ในชั่วข้ามคืน
หากไม่ใช่การลงทุนเพื่อผลตอบแทนทางธุรกิจตามปกติ ย่อมหนีไม่พ้นข้อสันนิษฐานที่น่าสะพรึงกลัวกว่า นั่นคือ การใช้ช่องทางนิติบุคคลเป็นเครื่องมือปิดบังอำพรางเส้นทางการเงิน และฟอกเงิน นอกระบบ
ในแวดวงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจยุคดิจิทัล เป็นที่ทราบกันดีว่า กลุ่มทุนสีเทา ทั้งจากขบวนการคอร์รัปชัน การพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้าระหว่างประเทศที่หลบเลี่ยงภาษี ต่างกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมาตรการปราบปรามบัญชีม้าของบุคคลธรรมดา การเปลี่ยนยุทธวิธีมาจัดตั้ง บริษัทบังหน้า หรือการใช้ บริษัทนิติบุคคลที่มีอยู่เดิม มาเปิดบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ จึงกลายเป็น ทางออกระดับพรีเมียม ในการแปลงเงินนอกระบบให้กลายเป็น บิทคอยน์ หรือ คริปโตสกุลหลัก
เมื่อเงินถูกแปลงสภาพและหมุนเวียนผ่านกระดานเทรดที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เส้นทางการเงินเดิมจะถูกตัดขาดและล้างมลทิน กลายเป็นเงินที่สามารถโอนข้ามพรมแดนได้อย่างเสรี หรือแปลงกลับเป็นเงินบาทเข้าบัญชีบริษัทได้อย่างแนบเนียน โดยมีใบเสร็จทางภาษีและเอกสารการซื้อขายจากศูนย์แลกเปลี่ยนมาการันตีความชอบธรรม
ส่องพิรุธกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พันธมิตรใหม่ในแดนสนธยา
ข้อเท็จจริงที่ตอกย้ำข้อสงสัยนี้ให้หนักแน่นยิ่งขึ้น คือการที่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง ผงาดขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 3 กลุ่มธุรกิจที่เปิดบัญชีนิติบุคคลมากที่สุด ร่วมกับกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มบล็อกเชน จากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
เป็นที่ประจักษ์ว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่องอย่างรุนแรง แบงก์พาณิชย์ปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อ กำลังซื้อในประเทศที่หดหาย และยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แล้วเหตุใดบริษัทในภาคอสังหาริมทรัพย์จึงมีเงินเหลือล้นจนต้องนำมาเปิดพอร์ตลงทุนในคริปโต?
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักเป็นเป้าหมายยอดนิยมของขบวนการฟอกเงินมาแต่ไหนแต่ไร การเข้ามาเปิดบัญชีนิติบุคคลในกระดานเทรด อาจเป็นภาพสะท้อนของการเตรียมช่องทางรองรับการโอนย้ายความมั่งคั่งของกลุ่มทุนข้ามชาติสีเทา เช่น การนำคริปโตมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาสูงโดยไม่ผ่านระบบธนาคารแบบดั้งเดิม หรือการสร้างธุรกรรมอำพรางผ่านการจำลองการลงทุน เพื่อระบายสภาพคล่องนอกระบบให้กลับเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างถูกกฎหมาย
KYB เกราะป้องกันชั้นเลิศ หรือแค่ตรายางสร้างความชอบธรรม
ฝ่ายผู้ให้บริการอย่างบิทคับ ชูจุดเด่นว่า กระบวนการ KYB เป็นมาตรการเข้มงวดที่ตรวจสอบลึกถึงโครงสร้างธุรกิจ ผู้มีอำนาจควบคุม ผู้มีอำนาจลงนาม และแยกบัญชีบริษัทออกจากบัญชีส่วนบุคคลของกรรมการ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน
แต่ในทางกลับกันในสายตาของนักกฎหมายและหน่วยงานปราบปรามการฟอกเงิน กระบวนการ KYB ของศูนย์ซื้อขายเอกชนอาจมีขีดจำกัด เพราะในทางปฏิบัติกลุ่มทุนสีเทาสามารถจ้างวาน ทนายความ นอมินีมืออาชีพ หรือบุคคลที่มีประวัติขาวสะอาดมานั่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นแทนได้อย่างง่ายดาย ตราบใดที่ระบบตรวจสอบไม่ได้เชื่อมโยงเชิงลึกกับฐานข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัยของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างแท้จริง การผ่าน KYB ก็อาจกลายเป็นเพียงตรายางที่กลุ่มทุนใช้เป็นเกราะกำบังในการฟอกเงินอย่างถูกระเบียบ
นายศิต ทองสีนาค กรรมการ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ได้กล่าวเตือนไว้อย่างน่าสนใจว่า สินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงองค์กรควรศึกษาความเสี่ยงให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ ซึ่งคำเตือนนี้ในมุมหนึ่งสะท้อนความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแต่อีกมุมหนึ่ง ย่อมเป็นคำยืนยันในตัวมันเองว่า "ธุรกิจปกติที่มีสติสัมปชัญญะทางการเงิน ย่อมไม่อาจกระโจนเข้าสู่สมรภูมินี้อย่างไร้เหตุผล เว้นเสียแต่ว่าผลตอบแทนที่พวกเขาต้องการไม่ใช่กำไรจากการลงทุน แต่คือความสำเร็จในการซักล้างเงินทุน"
เตือนภัยผู้คุมกฎ อย่าปล่อยให้กระดานเทรดกลายเป็นแดนฟอกเงินถูกกฎหมาย
ปรากฏการณ์การเติบโตร้อยละ 70 ของบัญชีนิติบุคคลที่แห่เข้าสู่ตลาดคริปโตในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่สังคมและหน่วยงานกำกับดูแลจะชะล่าใจหรือมองเป็นเพียงความก้าวหน้าทางนวัตกรรมได้อีกต่อไป
นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่ส่งตรงถึง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงาน ปปง. รวมถึงกรมสรรพากร ที่จะต้องยกระดับมาตรการตรวจสอบเข้มข้นเป็นเท่าตัว
ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องเข้าไปเอ็กซเรย์ที่มาของเงินทุนของบรรดานิติบุคคลเหล่านี้อย่างเจาะลึก ว่าเงินที่นำมาซื้อขายคริปโตในระดับหลายสิบล้านหรือหลายร้อยล้านบาท มาจากรายได้จากการดำเนินงานจริง มีการเสียภาษีนิติบุคคลถูกต้องหรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงเงินทุนสีเทาที่ไหลเวียนผ่านบริษัทบังหน้า
หากหน่วยงานกำกับดูแลยังคงทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ปล่อยให้ตัวเลขการเติบโตบังตา ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ เมื่อระบบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่สร้างขึ้นมาเพื่ออนาคต ถูกแปรสภาพกลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตฟอกเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุดของกลุ่มทุนนอกกฎหมายไปในที่สุด